เกี่ยวกับเรา

นโยบายเกี่ยวกับความยั่งยืน

Overview

ในฐานะธุรกิจค้าปลีกที่ให้บริการและเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศ โลตัสตระหนักถึงบทบาทสำคัญของเราในการช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในธุรกิจค้าปลีกของไทย เราจึงมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล ตามแนวทางการพัฒนาที่ยังยืนของโลตัส ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติในการทำธุรกิจ และตลอดห่วงโซ่อุปทานของเรา โลตัสมุ่งหวังที่จะสร้างคุณค่า และตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มของเรา ทั้งกลุ่มเพื่อนพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า ชุมชน

นโยบายความยั่งยืนของเรา ตั้งอยู่บนพื้นฐานของค่านิยม 3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มุ่งเน้นการสร้างประโยชน์ต่อประเทศที่เข้าไปลงทุน ประโยชน์ต่อประชาชนในทุกประเทศที่เข้าไปลงทุน และประโยชน์ต่อบริษัทเป็นลำดับสุดท้าย โดยอ้างอิงมาตรฐานระหว่างประเทศ หลักการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และความคาดหวังต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจของเรา เป็นแนวทางเดียวกันกับ นโยบายและแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืน ของเครือเจริญโภคภัณฑ์

นโยบายและแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของโลตัส สอดคล้องกับหลักสากล 10 ประการของ UN Global Compact เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN SDGs) รวมถึงมาตรฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม อาทิ หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights – UNGP) หลักการและสิทธิขึ้นพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labor Organization - ILO) เป็นต้น นอกจากนี้ โลตัสยังปฏิบัติตามนโยบาย และกรอบกฎหมายภายในอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความยั่งยืน ทั้งในด้านการกำกับดูแล สังคม และสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมสิทธิแรงงาน และการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม

กรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของโลตัส ประกอบด้วย 4 มิติหลักที่สำคัญคือ เพื่อนพนักงาน (People) ผลิตภัณฑ์ (Products) ชุมชน (Places) และสิ่งแวดล้อม (Planet) ซึ่งมิติหลักทั้ง 4 ประการ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและมีความรับผิดชอบ โดยมุ่งมั่นดำเนินงานเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนมิติหลักทั้ง 4 มิติ เพื่อสนับสนุนการบรรลุ SDGs ของประเทศไทย


กรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของโลตัส

นโยบายเกี่ยวกับความยั่งยืน

จากกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในทั้ง 4 มิติ โลตัสจึงเห็นโอกาสในการสนับสนุนการบรรลุ UN SDGs ผ่านการดำเนินงานในแต่ละด้านในกรอบแผนงานของเรา โดยเราเชื่อว่าเรามีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในกรอบ UN SDGs ดังนี้

นโยบายเกี่ยวกับความยั่งยืน

ความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โลตัสตระหนักถึงบทบาทของบริษัทในการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในหลากหลายมิติ ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 17 Partnerships for the Goals สร้างพลังแห่งการเป็นหุ้นส่วน ความร่วมมือระดับสากลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โลตัสจึงมีความร่วมมือและพันธกรณี ในกรอบงานขององค์กรในภาคส่วนที่หลากหลาย ดังต่อไปนี้

องค์การระหว่างประเทศ


UN Global Compact – โลตัสเป็นสมาชิกระดับ Signatory โดยเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 68 ของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 เราจึงมีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักสากล 10 ประการของ UNGC เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตาม 4 เสาหลักสำคัญ อันได้แก่ ด้านการกำกับดูแล ด้านแรงงาน ด้านสิทธิมนุษยชน และด้านสิ่งแวดล้อม

WEPs – โลตัสลงนามคำมั่นเพื่อสนับสนุนหลักการเพิ่มขีดความสามารถของสตรี (Women’s Empowerment Principles – WEPs) ซึ่งจัดตั้งโดย UN Women และ UN Global Compact เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมและความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสและการสร้างศักยภาพของสตรี เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2564 โดยเป็นบริษัทไทยลำดับที่ 55 ซึ่งลงนามในคำมั่นดังกล่าว

องค์กรภาครัฐ


กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ – โลตัสมีความร่วมมือกับ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมการรับซื้อสินค้าตรงจากเกษตรกร โดยลงนามในบันทึกความเข้าใจตั้งแต่ปี 2563 โดยร่วมกันส่งเสริมการรวมกลุ่มและเพิ่มศักยภาพให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อปลูกผักมาจำหน่ายในโลตัสผ่านโครงการรับซื้อตรงจากเกษตรกร

กระทรวงแรงงาน – โลตัสสร้างความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในไทยที่มีแนวโน้มสูงมากขึ้นทุกปี โดยลงนามบันทึกความร่วมมือในปี 2562 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุ วัยเกษียณ 60 ปีขึ้นไป ทำงานในสาขาของโลตัส กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “60 ยังแจ๋ว” พร้อมมอบสิทธิพิเศษในแต่ละเดือน เงินสมทบค่ารักษาพยาบาล ตลอดจนการตรวจสุขภาพประจำปี โดยในปัจจุบัน โลตัสยังคงมีการจ้างงานผู้สูงวัยอยู่อย่างต่อเนื่อง

องค์กรภาคประชาสังคม


SOS – โลตัสสร้างความร่วมมือกับ (Scholars of Sustenance Thailand – SOS Thailand) ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อส่งต่ออาหารที่จำหน่ายไม่หมดแต่ยังรับประทานได้ ให้กับชุมชนหรือมูลนิธิ จากสาขาในกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และหัวหิน อันเป็นการบริหารจัดการเพื่อลดขยะอาหารในขั้นปลายน้ำของเรา

OXFAM – โลตัสมีความร่วมมือเชิงปรึกษาหารือกับ OXFAM ประเทศไทย ในหลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าปลีก โดยตั้งแต่ต้นปี 2564 โลตัสได้อยู่ในกระบวนการปรึกษาหารือในประเด็นการส่งเสริมการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประเภทส้ม และเป็นหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกที่อยู่ในกระบวนการปรึกษาหารือการทำงานวิจัยของเครือข่ายของ OXFAM ในเรื่องการจำหน่ายสัตว์น้ำวัยอ่อน นอกจากนี้ ยังมีการเข้าร่วมกิจกรรมการสำรวจและประเมินนโยบายทางสังคมของซูเปอร์มาร์เก็ตไทยกับทาง OXFAM อีกด้วย

การพัฒนาและปรับปรุงการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประเภทส้มกับ OXFAM

ตั้งแต่ต้นปี 2564 โลตัส ได้ปรึกษาหารือกับ OXFAM อย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าผลไม้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ส้ม โดยโลตัสมีการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องดังนี้

การตรวจสอบย้อนกลับโดยโลตัส :โลตัสจัดซื้อสินค้าประเภทส้มทุกชนิด โดยมีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดให้คู่ค้าระบุข้อมูลแหล่งที่มาของสินค้าโดยละเอียด อาทิพื้นที่เพาะปลูก เกษตรกร มาตรฐานในการเพาะปลูก ได้ครบตลอดห่วงโซ่อุปทาน

การพัฒนาข้อมูลที่มาของสินค้าส้มที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ : โลตัสจัดทำ QR Code เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลแหล่งที่มาของส้ม โดยเฉพาะ ในกลุ่มสินค้าส้มที่จำหน่ายเป็นแพ็ค และสินค้าอาหารสดของโลตัสหลากหลายรายการ

โลตัสมุ่งมั่นขยายระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเทกอง เช่น ส้มเทกอง เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทราบถึงข้อมูลแหล่งที่มาของสินค้าทุกองอย่างแม่นยำ


เพื่อนพนักงาน (People)

นโยบายเกี่ยวกับความยั่งยืน

โลตัสให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลเพื่อนพนักงานของเรา โดยตระหนักถึงความสำคัญของเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้พนักงานเติบโตไปพร้อมกับองค์กร โดยให้การฝึกอบรมทักษะในการปฏิบัติงาน พัฒนาศักยภาพเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางอาชีพเพื่อตอบโจทย์สาขางานในปัจจุบันและอนาคต ดูแลผลตอบแทนแบบองค์รวม เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม มองเห็นคุณค่าและปฏิบัติต่อเพื่อนพนักงานอย่างเป็นธรรมและเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ในระดับนโยบาย โลตัสยึดมั่นการดำเนินงานตามนโยบายสิทธิมนุษยชนและแนวปฏิบัติด้านแรงงานของบริษัท ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่กำหนดในนโยบายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ และได้กำหนดแนวปฏิบัติของพนักงาน เพื่อส่งเสริมสภาพการทำงาน และสิ่งแวดล้อมในที่ทำงานซึ่งยึดหลักการเคารพความแตกต่าง การอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน โดยกำหนดนโยบายป้องกันความรุนแรง การล่วงละเมิดในที่ทำงาน และการเลือกปฏิบัติ และระบุความคาดหวังเหล่านี้ไว้อย่างชัดเจนในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และจรรยาบรรณในประกอบธุรกิจของเรา ซึ่งบังคับใช้กับพนักงานของเราทุกคน


การจ้างงานและส่งเสริมความก้าวหน้าของพนักงาน

โลตัสมุ่งมั่นในการดูแลเพื่อนพนักงานและปฏิบัติต่อเพื่อนพนักงานอย่างเป็นธรรมและปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด โดยบริษัทได้จัดสรรค่าตอบแทนและสวัสดิการต่าง ๆ ให้แก่เพื่อนพนักงานอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานการจ้างงานของไทยและต่างประเทศ สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี และจัดสรรสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพื่อสนับสนุนเพื่อนพนักงานให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี อาทิ ประกันสุขภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพต่าง ๆ ให้ความรู้ด้านการบริหารการเงินและการดูแลสุขภาพ รวมถึงวันลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร และวันลาเพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม

โลตัส ได้มีการจ้างงานพนักงานประจำ และพนักงานเสริม ในการปฏิบัติงานในทุกหน่วยงานของธุรกิจ โดยส่งเสริมให้พนักงานสามารถก้าวสู่จุดหมายของชีวิต ตลอดจนสนับสนุนให้พัฒนาศักยภาพในด้านต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ พร้อมมอบโอกาสการเติบโตภายในองค์กรมากมาย ทำให้ได้รับเลือกให้เป็น “สุดยอดนายจ้างดีเด่น” เป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน (จากการคัดเลือกโดยบริษัท คินเซนทริค ประเทศไทย ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และได้รับรางวัล “สถานประกอบการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการ” จากกระทรวงแรงงาน เป็นเวลากว่า 10 ปีติดต่อกัน

นอกจากการส่งเสริมการเติบโตตามสายงานอาชีพและการสนับสนุนการพัฒนาส่วนบุคคลของพนักงานทุกคนของเราแล้ว โลตัสยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมโอกาสและทักษะของกลุ่มเปราะบางซึ่งเป็นพนักงานของเรา จึงจัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลาย ดังนี้

  • ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้สูงวัย และเพิ่มรายได้หลังเกษียณ โดยเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไป ทำงานในสาขาของ โลตัส กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “60 ยังแจ๋ว” พร้อมมอบสวัสดิการและสิทธิประโยชน์พนักงานที่ตอบโจทย์ผู้สูงวัย อาทิ เงินสมทบค่ารักษาพยาบาล และตรวจสุขภาพประจำปีเมื่อทำงานครบตามกำหนด โดย ปัจจุบัน มีผู้เกษียณอายุกว่า 600 ท่าน ร่วมงานกับ โลตัส ในสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ
  • สนับสนุนนักเรียนนักศึกษาทำงานนอกเวลา เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด พัฒนาคุณภาพเด็กและเยาวชน ใช้เวลาปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์เติมเต็มประสบการณ์และสร้างรายได้เพื่อนำไปต่อยอดทางการศึกษา โดยเป็นเครือข่ายภาคเอกชน ร่วมกับภาครัฐ อาทิ กระทรวงแรงงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • ฝึกอาชีพผู้พิการ ด้วยการสร้างงานขยายอาชีพให้แก่คนพิการในสำนักงานและในสาขา ทั้งในรูปแบบการอบรมหลักสูตรวิชาชีพเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ที่มั่นคงยั่งยืน และการมอบพื้นที่ในร้านค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้พิการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล รวมถึงการจ้างงานให้กับคนพิการด้วย
  • โครงการนักศึกษาฝึกงาน เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 เข้ามาเรียนรู้โลกการทำงานจริง พร้อมกับจัดเวิร์คช็อปและกิจกรรมโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อพัฒนาทั้ง hard และ soft skills
  • มอบทุนการศึกษา มูลนิธิโลตัสส์ ได้มอบทุนการศึกษาให้นักเรียนนักศึกษา เพื่อหยิบยื่นโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงบุตร-ธิดา พนักงานโลตัส ด้วย

ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการอยู่ร่วมกัน

โลตัส ยึดมั่นในการเคารพสิทธิแรงงานของพนักงานทุกคน โดยประกาศนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและแนวปฏิบัติด้านแรงงาน ตามแนวทางของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งกำหนดแนวปฏิบัติด้านแรงงานอย่างชัดเจน และกำหนดนโยบายป้องกันความรุนแรง การล่วงละเมิดในที่ทำงาน และการเลือกปฏิบัติ โดยให้การคุ้มครองพนักงานจากความรุนแรง การล่วงละเมิด อันหมายรวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศ และการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ ซึ่งกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการลดความเสี่ยง การป้องกัน เน้นย้ำการคุ้มครองพนักงานที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะพนักงานกลุ่มเสี่ยง (อาทิ ผู้หญิง และพนักงานที่ดำเนินงานในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น) รวมไปถึงการสร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความแตกต่าง นอกจากนี้ โลตัสยังกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อการขจัดการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจนในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ ที่บังคับใช้กับพนักงานทุกคน เพื่อให้พนักงานนำไปปฏิบัติใช้อย่างแท้จริง ทำให้พนักงานของเรามีวัฒนธรรมการทำงานที่ยึดมั่นการปฏิบัติงานบนพื้นฐานของความเท่าเทียม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของเพศ อายุ ชาติพันธุ์ ความเชื่อ หรือปัจจัยอื่นๆ

จากกรอบนโยบายและแนวปฏิบัติดังกล่าว โลตัสจึงสนับสนุนความแตกต่าง ความหลากหลาย และการอยู่ร่วมกันของพนักงาน โดยเปิดกว้างรับคนทำงานตามความสามารถและทักษะ พัฒนาและมอบโอกาสในการเจริญเติบโตในหน้าที่การงานอย่างเท่าเทียม โลตัสเล็งเห็นว่าพนักงานเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจของเรา และส่งเสริมความยั่งยืนของธุรกิจไปพร้อมกัน และดำเนินโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ “60 ยังแจ๋ว” เปิดรับผู้สูงอายุทำงานที่สาขาทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุให้มีรายได้และสุขภาพจิตที่ดี การสร้างอาชีพให้กับผู้บกพร่องทางร่างกาย การจัดโปรแกรมผู้จัดการฝึกหัด หรือ Management Trainee Programme สำหรับคนรุ่นใหม่ รวมถึงโครงการ Student Part-Time โดยสนับสนุนนักเรียน นักศึกษา ให้สัมผัสประสบการณ์การทำงานจริงและภูมิใจในการสร้างรายได้ด้วยตัวเอง นอกเหนือจากนั้นเรายังส่งเสริมความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น What’s on your mind, Pride month รวมถึงมีกระบวนการในการจัดการปัญหาที่มีประสิทธิภาพ โดยมีช่องทางการร้องทุกข์โดยผ่านเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล หรือ Protector Line ที่มีการปกปิดตัวตนและดำเนินการโดยบุคคลที่สาม รวมถึงมีกระบวนการสืบสวน ติดตามผล กำหนดบทลงโทษและการเยียวยาผลกระทบที่ชัดเจน

นโยบายเกี่ยวกับความยั่งยืน

ความมุ่งมั่นเพื่อส่งเสริมศักยภาพของพนักงานหญิง ตามหลักการเพิ่มขีดความสามารถของสตรี (Women’s Empowerment Principles)

โลตัส (บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด) ได้ลงนามคำมั่นเพื่อสนับสนุนหลักการเพิ่มขีดความสามารถของสตรี (Women's Empowerment Principles - WEPs) ซึ่งพัฒนาโดย UN Women และ UN Global compact เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมและความเท่าเทียมในการเพิ่มศักยภาพของสตรีในองค์กรภาคธุรกิจ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2564 โดยเป็นองค์กรลำดับที่ 55 ในประเทศไทยที่ลงนามสนับสนุนหลักการดังกล่าว

ประธานคณะผู้บริหารประเทศไทย ได้เน้นย้ำความมุ่งมั่นเพื่อส่งเสริมหลักการ WEPs ว่าโลตัสจะมุ่งมั่นสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศและโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของพนักงานสตรี ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันของพนักงาน รวมถึงแรงงานที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่าของเรา โดยการสนับสนุนการสร้างเสริมศักยภาพพนักงานหญิง ให้เข้าถึงขีดความสามารถสูง อันจะนำมาซึ่งการเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของประเทศ สังคม และบริษัท


การรับฟังเสียงของพนักงาน

โลตัสให้ความสำคัญสูงสุดกับการสื่อสารและการปรึกษาหารือกับพนักงาน โดยจัดตั้งคณะกรรมการสวัสดิการเพื่อเป็นตัวแทนของพนักงานในการหารือกับฝ่ายบริษัท เสนอแนะความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการทำงาน และสวัสดิการ วางนโยบาย รวมถึงจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร จึงถือเป็นช่องทางการรับฟังข้อเสนะแนะ ข้อร้องเรียน และการสื่อสารความคาดหวังที่มีประสิทธิภาพเสมอมา ซึ่งโลตัสได้ดำเนินงานด้านนี้อย่างโดดเด่นและได้รับรางวัล “สถานประกอบการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน” จากกระทรวงแรงงานอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการสื่อสารผ่านคณะกรรมการสวัสดิการ โลตัสยังจัดให้มีช่องทางอื่นๆ เพื่อรับฟังและนำความคิดเห็นพนักงานมาปรับปรุงพัฒนาแผนงานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ดังนี้

  • จัดให้มีการทำแบบสำรวจความคิดเห็นและความพึงพอใจของพนักงานในด้านต่าง ๆ ผ่านแบบสำรวจประจำปี, การประชุมเพื่อนำเสนอข้อคิดเห็นประจำไตรมาส
  • โครงการ What’s on your mind ที่ผู้บริหารระดับสูงจะเข้าไปรับฟังปัญหาและข้อคิดเห็นของพนักงานด้วยตนเอง
  • จัดทำแผนงานด้านผลตอบแทน (Reward Roadmap) โดยจัดให้มีการทำ focus group เพื่อเลือกสรรสิทธิประโยชน์ที่ตรงกับความต้องการของพนักงาน

สายตรงโปร่งใส

โลตัสตระหนักดีว่ากลไกการร้องเรียนเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบและติดตามการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบขององค์กร และมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการเป็นช่องทางรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเรา จึงได้จัดตั้งสายตรงโปร่งใส (Protector Line) เพื่อเป็นช่องทางของบริษัทในการรับข้อร้องเรียน และการแจ้งเบาะแสในเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมาย ผิดจรรยาบรรณการประกอบธุรกิจ ทุจริตคอร์รัปชั่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน การทำผิดนโยบายหรือระเบียบบริษัท การทำร้ายและคุกคามทางเพศ การกระทำผิดหรือเอื้อประโยชน์ให้กับคู่ค้า โดยสามารถแจ้งเหตุหรือข้อร้องเรียนตามช่องทางหลากหลายที่โลตัสจัดเตรียมไว้ ซึ่งผู้แจ้งเหตุไม่จำเป็นต้องระบุตัวตนผู้แจ้ง และโลตัสถือว่าข้อร้องเรียนและข้อมูลทั้งหมดถือเป็น “ความลับสูงสุด”

สายตรงโปร่งใสของเรา เป็นกลไกการร้องเรียนที่ยึดมั่นการเคารพสิทธิของผู้ร้องเรียนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดกระบวนการ ซึ่งเน้นการคุ้มครองและการรักษาความลับของผู้ร้องเรียนและผู้ให้ข้อมูล ซึ่งโลตัสดำเนินกลไกดังกล่าวตามหลักการของ UNGP โดยเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนทุกกลุ่ม มีกระบวนการที่คาดการณ์ได้ สนับสนุนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และอยู่บนพื้นฐานของการปรึกษาหารือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดกระบวนการ

สายตรงโปร่งใสของเรา เป็นช่องทางรับข้อร้องเรียนที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม อันรวมถึงพนักงาน และแรงงานในห่วงโซ่อุปทานของเราด้วย ซึ่งเราตระหนักดีว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจของเรา อาจมีความเปราะบางและข้อจำกัดในการเข้าถึงกลไกการร้องเรียนที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มสตรีซึ่งมักมีความเปราะบางต่อการใช้ความรุนแรงหรือการละเมิด โลตัสจึงเน้นการคุ้มครองผู้แจ้งเหตุและผู้ได้รับผลกระทบ ตามที่กำหนดในนโยบายป้องกันความรุนแรง การล่วงละเมิด และการเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ โลตัสยังส่งเสริมให้แรงงานข้ามชาติซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของเรา สามารถเข้าถึงกลไกการร้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจัดให้ Protector Line สามารถรับเรื่องร้องเรียนได้ 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย อังกฤษ เมียนมาร์ และกัมพูชา เพื่อให้ครอบคลุมถึงภาษาของแรงงานข้ามชาติในห่วงโซ่อุปทานของเราด้วย

สายตรงโปร่งใสของโลตัส ดำเนินงานโดยมีกระบวนการเป็นมาตรฐานในการรับเรื่องร้องเรียน การสืบสวน และการพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาตลอดจนการเยียวยาอย่างเป็นขึ้นเป็นตอน ผู้ร้องเรียนต่อสายตรงโปร่งใสจึงมั่นใจได้ว่าจะมีการติดต่อกลับเพื่อแจ้งความคืบหน้าให้กับผู้ร้องเรียนทราบภายใน 14 วัน และหากพบว่ากรณีดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม โลตัสให้ความมั่นใจว่าจะมีการสื่อสารเพื่อแจ้งความคืบหน้ากับผู้ร้องเรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุก 14 วัน หรือในระยะเวลาที่สั้นกว่า 14 วันเมื่อเป็นกรณีเร่งด่วน

สายตรงโปร่งใสของโลตัส ดำเนินงานโดยมีกระบวนการเป็นมาตรฐานในการรับเรื่องร้องเรียน การสืบสวนสอบสวน และการพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาตลอดจนการเยียวยาอย่างเป็นขึ้นเป็นตอน รวมทั้งการรายงานผลการสืบสวนสอบให้กับผู้ร้องเรียนทราบ โดยแจ้งผ่านช่องทางติดต่อที่ผู้ร้องเรียนให้ไว้ หรือกรณีที่ไม่ได้ให้ช่องทางติดต่อไว้ ผู้ร้องเรียนสามารถติดต่อเข้ามาสอบถามความคืบหน้าซึ่งจะมีการรายงานความคืบหน้าให้ทุก 14 วันจนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น

สินค้า (Products)

โลตัสมีเป้าหมายในการส่งมอบสินค้าคุณภาพสูง มาจากแหล่งที่ยั่งยืน ดีต่อสุขภาพ ในราคาที่เอื้อมถึงได้ ให้กับลูกค้า และผู้บริโภคทุกคน เราจึงให้ความสำคัญลำดับต้นกับการบริหารจัดการสินค้าตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหา การรักษาคุณภาพและความปลอดภัย ตลอดจนการพัฒนาสินค้า และการส่งเสริมสินค้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งการบริหารจัดการสินค้าของเรายังขยายไปถึงการสร้างคุณค่าให้กับเกษตรรายย่อย ผู้ผลิตรายย่อย และ SMEs รวมตลอดถึงแรงงานทุกคนในห่วงโซ่คุณค่าเพื่อให้ได้สินค้าอาหารที่สด ใหม่ มีคุณภาพสูง ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้และผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคม

การจัดหาสินค้าอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน (Responsible & Sustainable Sourcing)


โลตัสมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และเล็งเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนความยั่งยืนในธุรกิจค้าปลีก เพื่อให้การดำเนินธุรกิจ และห่วงโซ่อุปทานของโลตัสมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ควบคู่ไปกับการพัฒนามาตรฐาน ศักยภาพ และความสามารถในการแข่งขันของคู่ค้าของเรา

ด้วยเล็งเห็นความสำคัญของห่วงโซ่อุปทานที่รับผิดชอบ และยั่งยืน โลตัสอยู่ในระหว่างพัฒนาแนวทางการดำเนินงานเพื่อการจัดหาสินค้าอย่างรับผิดชอบ ซึ่งกำหนดความมุ่งมั่น รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการการจัดหาสินค้าอย่างรับผิดชอบ และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน อันเป็นประเด็นสำคัญลำดับต้นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ตามนโยบายด้านความยั่งยืนของโลตัส ซึ่งแนวทางการดำเนินงาน ฯ กำหนดแนวปฏิบัติมาตรฐานให้กับองค์กร และคู่ค้า โดยแบ่งเป็น 4 เสาหลัก ดังนี้

 

เราได้กำหนดเป้าหมายหลักในระยะสั้น และระยะกลาง มุ่งเน้นกิจกรรมการพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ในกลุ่มสินค้าประเภทอาหาร และการยกระดับศักยภาพของคู่ค้ากลุ่มสินค้าแบรนด์โลตัสทุกราย เพื่อให้ปฏิบัติตามจรรยาบรรณทางธุรกิจ เรื่องการจัดหาสินค้าอย่างรับผิดชอบ และความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม

โลตัสยังเล็งเห็นความสำคัญของการเปิดเผย และรายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน จึงได้กำหนดให้การเปิดเผยและรายงานความคืบหน้าประจำปี เป็นแนวทางการดำเนินงานด้านการจัดหาสินค้าอย่างรับผิดชอบ และยั่งยืน เป็นประจำทุกปี ผลการดำเนินงานในช่วงปี พ.ศ. 2563 มีดังนี้

เพื่อให้มั่นใจว่ามีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง โลตัสจึงใช้มาตรฐานในการคัดกรองความเสี่ยง และตรวจประเมินคู่ค้าเป็นกลไกหลักในการดำเนินงานของเรา ควบคู่ไปกับการสร้างระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (ดูหัวข้อ "การตรวจสอบย้อนกลับ") เพื่อให้มั่นใจว่า สินค้าของเรามีห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส และมีความยั่งยืน นอกจากนี้ โลตัสยังมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและเอกชน ในการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดหาอย่างยั่งยืนและมีจริยธรรม ที่จะเป็นประโยชน์กับลูกค้า คู่ค้า เกษตรกรผู้ผลิตรายย่อย SMEs และแรงงานทุกคนในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงสังคมในวงกว้างต่อไป

ระบบการตรวจประเมินคู่ค้า

โลตัสมีระบบการตรวจสอบคู่ค้าที่ผลิตสินค้าแบรนด์โลตัส ทั้งในด้านคุณภาพ และจริยธรรมในการจ้างแรงงาน (Technical and Ethical Audit ) โดยมีกระบวนการตรวจคัดกรองคู่ค้าก่อนเริ่มทำการซื้อขายอย่างเคร่งครัด และมีระบบติดตามและตรวจสอบคู่ค้าเพื่อให้มั่นใจได้ว่าคู่ค้าได้ดำเนินงานตามมาตรฐานของเรา

การตรวจคัดกรองคู่ค้าก่อนทำการซื้อขายกับโลตัส : โลตัสทำการตรวจสอบคู่ค้าทั้งในด้านคุณภาพและจริยธรรมในการจ้างแรงงาน โดยยึดหลักการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายภายในประเทศ ประกอบด้วย มาตรฐานของสถานประกอบการ กฎหมาย และมาตรฐานการผลิตสินค้า (ในรายที่ผลิตอาหารแบรนด์โลตัส ต้องผ่านการตรวจประเมิน GMP เป็นอย่างน้อย)  ในบางกรณี เราจะมีการลงพื้นที่ ในกรณีที่พบว่ามีความเสี่ยง หรือกรณีต้องการหลักฐานเพื่อการตรวจสอบเพิ่มเติม (ในปี 2562-2563 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โลตัสได้พิจารณาตรวจสอบด้านเอกสารอย่างเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการใช้การประชุมทางไกลเพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่ของสถานประกอบการ และลงพื้นที่สถานประกอบการในช่วงการตรวจคัดกรองคู่ค้าเท่าที่จำเป็นเท่านั้น)

การตรวจประเมินคู่ค้าปัจจุบัน: โดยดำเนินงานตามมาตรฐานของโลตัสที่อ้างอิงกรอบกฎหมายไทยและมาตรฐานระหว่างประเทศ ทั้งในด้านคุณภาพ และการจ้างแรงงาน (Technical and Ethical Audit) ดังนี้

1. การตรวจประเมินคู่ค้าด้านคุณภาพ (Technical) : โลตัสมีระบบในการตรวจประเมินคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจสอบว่าคู่ค้าได้ปฏิบัติตามมาตรฐานที่โลตัสกำหนด ในการผลิตสินค้าอาหาร และสินค้าที่ไม่ใช่อาหารของโลตัสหรือไม่ โดยกระบวนการตรวจประเมิน จะใช้มาตรฐานการผลิตสินค้าของโลตัส (ซึ่งอ้างอิงตามมาตรฐานสากล อาทิ ISO 9001 ISO 14001 ISO 22000 และ GFSI Standards เป็นต้น) มุ่งเน้น การบริหารจัดการด้านคุณภาพ การบริหารจัดการพื้นที่ผลิตสินค้าในด้านความปลอดภัย และชีวอนามัย การตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า (ดูเพิ่มเติมในหัวข้อ"สินค้าที่มีคุณภาพ ความปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมายคือหัวใจของเรา") การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดการด้านจริยธรรมในการจ้างแรงงาน  ในการตรวจประเมินจะมีการประเมินคู่ค้าตามความสามารถในการปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิตสินค้าของโลตัส โดยแบ่งผลของการตรวจประเมินคู่ค้าออกเป็น 4 ระดับ (ดีมาก ดี พอใช้ และไม่ผ่านเกณฑ์) ซึ่งจะนำมาใช้พิจารณารอบ และความถี่การตรวจประเมินคู่ค้าในปีถัดไป และระดับการติดตามและให้คำแนะนำในการผลิตสินค้าเพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพของคู่ค้า ในระหว่างปี 2562-2563 โลตัสได้ทำการตรวจประเมินคู่ค้าที่ผลิตสินค้าอาหารแบรนด์โลตัสจำนวน 229 สถานประกอบการ โดยมีคู่ค้า 61% ที่ผ่านการตรวจประเมินตามมาตรฐานการผลิตสินค้าอาหารของโลตัสในระดับดีและดีมาก  และทำการตรวจประเมินคู่ค้าที่ผลิตสินค้าที่ไม่ใช่อาหารแบรนด์โลตัสจำนวน 94 สถานประกอบการ (ไม่รวมสินค้ากลุ่มเสื้อผ้าแบรนด์ของโลตัส) โดยมีคู่ค้า 85% ที่ผ่านการตรวจประเมินตามมาตรฐานการผลิตสินค้าที่ไม่ไช่อาหารของโลตัสในระดับดีและดีมาก

จากการตรวจประเมินคู่ค้าในปี พ.ศ. 2563 พบว่าคู่ค้าผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด แต่เรามุ่งเน้นให้คู่ค้าการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แนวปฏิบัติของคู่ค้าสอดคล้องตามมาตรฐานของเรา ได้แก่ การดำเนินการในการประเมินความเสี่ยงในกระบวนการผลิตสินค้าให้มีความปลอดภัยตามกรอบแนวทาง HACCP ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล  และการจัดการสุขลักษณะที่ดีของสถานประกอบการ  ในกลุ่มคู่ค้าที่พบการดำเนินงานไม่สอดคล้องตามมาตรฐานดังกล่าว ได้มีการร่วมจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาร่วมกันกับทางคู่ค้า ให้คำแนะนำในการแก้ไข และติดตามความคืบหน้าตามแผนปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคของเรา เพื่อให้คู่ค้าสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานในการผลิตสินค้าของเราได้ทั้งหมด สามารถป้องกันปัญหาของตัวสินค้าและปัญหาต่าง ๆ ที่สถานประกอบการ รวมถึงเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับทางคู่ค้าได้ในระยะยาว

2. การตรวจประเมินคู่ค้าด้านจริยธรรมในการจ้างแรงงาน (Ethical): โลตัสดำเนินการตรวจประเมินด้านจริยธรรมของคู่ค้า และการตรวจสอบทางสังคม ตามมาตรฐานการจัดหาสินค้าอย่างรับผิดชอบ ของโลตัสซึ่งอ้างอิงมาตรฐานสากล อาทิ มาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศของไอแอลโอ และกรอบกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ โลตัสยังพิจารณาผลการตรวจประเมินทางสังคม อาทิ SMETA SA8000 และ amfori BSCI

ในกรณีที่เราตรวจพบ ได้รับการร้องเรียน หรือพบในรายงานที่เปิดเผยในสาธารณะว่าแนวปฏิบัติของคู่ค้าเข้าข่ายการละเมิดสิทธิแรงงาน หรือการแสวงประโยชน์จากแรงงาน โลตัสมีแนวปฏิบัติชัดเจนโดยจะดำเนินงานตรวจสอบ และระงับการสั่งสินค้าชั่วคราวจนกว่าคู่ค้าจะสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาเสร็จสิ้น โดยโลตัสมีบทบาทหลักในการส่งเสริมและให้คำแนะนำแนวทางแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกับมาตรฐานของเรา โดยให้ระยะเวลาคู่ค้าในการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับระดับของปัญหา หากคู่ค้าไม่แสดงความมุ่งมั่นอย่างจริงใจและจริงจังในการแก้ปัญหา หรือดำเนินธุรกิจขัดกับแนวทางของบริษัทจนไม่อาจแก้ไขได้ โลตัสจะพิจารณาอย่างระมัดระวังและรอบคอบ ในกรณีที่ต้องตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจ

 

ความร่วมมือด้านการจัดหาอย่างมีจริยธรรม

โลตัสมีความภาคภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับสวัสดิภาพของลูกค้า และผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านการดำเนินงานตามแนวทางการจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อให้ได้สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงสุด ได้มาตรฐาน และตรวจสอบได้ อย่างไรก็ดี โลตัสตระหนักดีว่า การดำเนินงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนประเด็นนี้ในเชิงนโยบายเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง โลตัสจึงมีแผนสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ และในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้า คุณภาพ และการจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ

ในปี 2564 โลตัสได้ริเริ่มดำเนินงานกับภาคประชาสังคม ซึ่งขับเคลื่อนการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงในประเทศไทย โลตัสมุ่งหวังว่า การทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม จะเป็นสื่อกลางสำคัญที่ทำให้ โลตัสสามารถพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานของเรา ควบคู่ไปกับการร่วมสร้างความตระหนัก และความรู้ความเข้าใจ ถึงมาตรฐานด้านจริยธรรม และคุณภาพอาหารของโลตัส และใช้โอกาสนี้ ในการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเรา ซึ่งตัวอย่างความร่วมมือดังกล่าว ได้แก่ การตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าประเภทส้ม กับ OXFAM

 


การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)


โลตัส มีนโยบายการจัดซื้อสินค้าแบรนด์โลตัสที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งผู้ผลิต  สำหรับสินค้ากลุ่มอาหาร เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้าได้ถึงแหล่งผลิต จากข้อกำหนดมาตรฐาน (Specification) ของสินค้าที่คู่ค้าทุกรายต้องจัดทำและตกลงร่วมกันกับโลตัส และแสดงข้อมูลแหล่งผลิตของส่วนประกอบทุกชนิดของสินค้าแต่ละรายการ ในปี พ.ศ. 2563 โลตัสสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของสินค้าทุกชนิด โดยมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าในกลุ่มอาหารสดประเภทเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผัก และผลไม้ แบรนด์โลตัสแบบบรรจุหีบห่อ และสินค้าที่เราจะวางขายแบบเทกอง โดยคิดเป็น 100% ของผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารดังกล่าว

นอกจากนี้ เราเล็งเห็นความสำคัญของการให้ข้อมูลผู้บริโภคถึงแหล่งที่มาของสินค้า เราจึงนำฉลากสินค้าในรูปแบบ QR Code มาใช้ในสินค้ากลุ่มอาหารสด ได้แก่ เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และไข่ไก่ ที่มีการบรรจุหีบห่อ ซึ่งลูกค้าสามารถสแกน QR code เพื่อตรวจสอบที่มาของสินค้า พื้นที่เพาะปลูกสินค้า และมาตรฐานการผลิตที่เกี่ยวข้องได้ทันทีในขณะเลือกซื้อสินค้า  ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าจำนวน 334 รายการ (เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และไข่ไก่) ที่มี QR Code ปรากฏอยู่บนบรรจุภัณฑ์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 53% ของสินค้าอาหารสดกลุ่มดังกล่าวแบรนด์โลตัสทั้งหมด

ทั้งนี้โลตัสสนับสนุนให้ลูกค้าของเราสามารถเข้าถึงข้อมูลแหล่งที่มาของสินค้าอาหารสด เพื่อเป็นข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า สะท้อนความมั่นใจในคุณภาพของสินค้าของเรา และเล็งเห็นว่าการมีข้อมูลดังกล่าวเป็นการสร้างความมั่นใจสินค้าของเราในกลุ่มลูกค้า เราจึงวางแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายการใช้ QR Code เพื่อบอกแหล่งที่มาของสินค้าอาหารสดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสินค้าประเภทเทกองด้วย

 


สินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมายคือหัวใจของเรา


เรามีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะ "คัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น"เพื่อให้ลูกค้าผู้มีอุปการะคุณเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพสูงสุด ในราคาที่เอื้อมถึงได้ คุณภาพ ความปลอดภัยของสินค้า และการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของเรา

เรามุ่งเน้น ดูแลเอาใจใส่ เรื่อง คุณภาพ ความปลอดภัยของสินค้าแบรนด์โลตัสทุกขั้นตอนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่การคิดค้นพัฒนาสูตร คัดเลือกคู่ค้า จัดหา ผลิต ขนส่ง และการวางจำหน่ายสินค้าในร้านของเรา ทั้งในสาขา และ ช่องทางออนไลน์ เราภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้ส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ และความปลอดภัยสูงสุด ที่ผู้บริโภคต่างให้ความเชื่อมั่น และไว้วางใจ เราใช้ หลักบริหารความเสี่ยงเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ ควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัยการปฏิบัติตามกฎหมาย

 

ฉลากและบรรจุภัณฑ์

โลตัสให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะสินค้าอาหารแบรนด์โลตัส ในกระบวนการการคัดกรองคู่ค้า เรามีทีมงานด้านการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานการขึ้นทะเบียนของคู่ค้า ) เช่น เครื่องหมายรับรองมาตรฐานคุณภาพหรือคุณสมบัติ เครื่องหมายมาตรฐานวิธีหรือกระบวนการผลิต ฉลากที่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับสินค้านั้นๆ หรือหลักฐานการขออนุญาตขึ้นทะเบียนในกรณีเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ เป็นต้น เราให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแสดงข้อมูลส่วนประกอบสำคัญ และวัตถุดิบบนฉลากสินค้า และการใช้คำโฆษณาให้เหมาะสมตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่บังคับใช้กับคู่ค้าในข้อตกลงสเปกสินค้าที่ส่งมอบให้เราทุกครั้ง และในสัญญาทางธุรกิจที่ทำกับคู่ค้าของเรา นอกจากนี้ เราใช้ QR Code ที่ปรากฏชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ของสินค้าอาหารแบรนด์โลตัส รวมถึงอาหารสดที่บรรจุหีบห่อ เพื่อสื่อสารข้อมูลเพิ่มเติมกับลูกค้าและผู้บริโภค ดังนี้ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ "การตรวจสอบย้อนกลับ")

  • กลุ่มสินค้าเนื้อสัตว์ สินค้าผัก ผลไม้ และไข่ไก่แบรนด์โลตัส ใช้ฉลาก QR Code เพื่อให้ข้อมูลที่มาของสินค้า และมาตรฐานการผลิตที่เกี่ยวข้อง
  • กลุ่มสินค้าอาหารแปรรูป และชุดอาหารพร้อมปรุงแบรนด์โลตัส นอกเหนือจากการระบุส่วนประกอบหลักตามที่กฎหมายกำหนด เรายังใช้ฉลาก QR Code บนบรรจุภัณฑ์เพื่อให้รายละเอียดวิธีการปรุงอาหาร

นอกจากนี้ โลตัสยังติดตามการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และทำการสุ่มตรวจสอบสินค้าบนชั้นวางทั้งสินค้าแบรนด์โลตัสและสินค้าแบรนด์อื่น ๆ หากพบว่าสินค้าใดไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการทำฉลากและบรรจุภัณฑ์ โลตัสแจ้งคู่ค้าเพื่อให้ข้อแนะนำในการปรับปรุงฉลากให้ถูกต้อง กรณีมีการสุ่มตรวจสินค้าโดยหน่วยงานภาครัฐ แล้วพบว่าสินค้ามีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โลตัสจะนำสินค้าดังกล่าวลงจากชั้นวางทันที และแจ้งคู่ค้าและผู้ผลิตสินค้าให้ดำเนินการแก้ไขโดยทันที โดยให้ส่งแผนการปรับปรุงสินค้าให้กับทางโลตัสโดยเร็วที่สุด และมีหลักฐานการแก้ไขสินค้าดังกล่าวก่อนนำสินค้าขึ้นวางที่ชุดขายอีกครั้ง

ในด้านการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ เราได้จัดทำข้อกำหนดสำหรับคู่ค้าสินค้าแบรนด์โลตัสทุกรายใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีความสามารถในการเก็บรักษาคุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารอย่างดีเยี่ยม ควบคู่ไปกับการใช้วัสดุโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (ดูหัวข้อ "การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์")

 

การตรวจสอบคุณภาพ การผลิตสินค้าของคู่ค้าแบรนด์โลตัส

โลตัสให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพ และความปลอดภัยของสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอาหารแบรนด์โลตัส จึงได้พัฒนามาตรฐานและระบบควบคุมคุณภาพ และความปลอดภัย รวมถึงการบังคับใช้เพื่อให้มั่นใจว่า คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานของเราผลิตอาหารที่มีความปลอดภัยได้มาตรฐานตามนโยบายคุณภาพของโลตัส ซึ่งเราได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการสินค้าอาหารแต่ละกลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มสินค้าประเภทผัก และผลไม้ เราได้ทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกร เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนามาตรฐานการเพาะปลูกให้ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร (GAP)
  • สินค้าประเภทเนื้อสัตว์ คู่ค้าจะต้องได้การรับรอง GAP จากกรมปศุสัตว์ 100% และทุกโรงงานต้องได้รับการรับรอง มาตรฐานตามหลักการ GMP และตั้งเป้าหมายการพัฒนาคู่ค้าในระยะยาวให้สอดคล้องกับมาตรฐาน HACCP
  • สินค้าไข่ไก่สดจากแม่ไก่สุขภาพดี เราคัดเลือกฟาร์มที่เลี้ยงแม่ไก่ในโรงเรือนระบบปิดที่ทันสมัย
    เน้นความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio-Security) ทำให้มั่นใจในคุณภาพ ความสด และปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะตกค้าง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์โดยใช้ไข่ไก่จากแม่ไก่ที่ไม่ถูกขังกรง (cage-free egg)
  • กลุ่มสินค้าปลาน้ำจืด ได้แก่ ปลานิล ปลาทับทิม และปลากะพง มีการควบคุมดูแลคุณภาพ และแหล่งที่มาของวัตถุดิบจากฟาร์มซึ่งได้การรับรอง GAP จากกรมประมง นอกจากนี้เรายังควบคุมอุณหภูมิความเย็นของสินค้าตลอดการผลิต จัดส่ง และวางขายเพื่อให้สินค้ามีความสดจนถึง
    มือลูกค้า
  • กลุ่มสินค้าอาหารสดแปรรูป และสินค้าสะดวกซื้อ เราควบคุมในการผลิตสินค้าให้มีความปลอดภัย ไม่ใส่ผงชูรส และผลิตจากโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน GMP จากกระทรวงสาธารณสุข

 

ความปลอดภัยของสินค้าอาหารที่จัดจำหน่ายในโลตัส

โลตัสมีนโยบายจัดหาสินค้าอาหารสด อาหารสดแปรรูปและสะดวกซื้อ ที่เน้นคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร ทั้งทายกายภาพ ชีวภาพ และทางเคมี และปฏิบัติตามกฎหมาย โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้

  1. สรรหาและคัดเลือกคู่ค้าทีมีความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย (ดูหัวข้อ "ระบบการตรวจประเมินคู่ค้า")
    1. ตรวจสอบโรงงานของคู่ค้า ตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารทั่วไป  (GMP)  ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ โลตัสมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยส่งเสริมสนับสนุนให้คู่ค้าสามารถดำเนินการผลิตตามมาตรฐานที่เน้นการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤต (HACCP) ซึ่งไปเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าสิ่งที่บริโภคไปนั้น ได้รับการผลิตมาจากโรงงานที่ได้รับการรับรองมาแล้วว่าสะอาด ปลอดภัย ไร้สารปนเปื้อนอย่างแน่นอน
    2. การตรวจสอบเอกสารอื่น เช่น ใบอนุญาตสถานที่ผลิต การขึ้นทะเบียนสินค้า (อ.ย.) และการจัดทำฉลากที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ผลิตถูกต้องตามกฎหมาย
    3. ตรวจสอบจริยธรรมการจัดหาสินค้าอย่างรับผิดชอบและความยั่งยืน  (สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ "การจัดหาสินค้าอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน")
  2.  คู่ค้าต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐาน (Specification) สินค้าอย่างเคร่งครัด

โลตัสร่วมกับคู่ค้าจัดทำ ข้อกำหนดมาตรฐานสินค้า (specification) เพื่อกำหนดขั้นตอนการควบคุม ติดตาม และตรวจสอบที่มาของส่วนประกอบที่นำมาผลิตสินค้า ซึ่งคู่ค้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ข้อกำหนดมาตรฐานสินค้า ประกอบไปด้วย

  • ข้อมูลคุณลักษณะของสินค้า และระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตสินค้า
  • ขั้นตอนและวิธีการผลิตตั้งแต่การรับวัตถุดิบ, กระบวนการผลิต, การบรรจุ, การจัดเก็บ, และการขนส่ง
  • ขั้นตอน และ แผนการสุ่มตรวจสอบความปลอดภัยของวัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์ทั้งทางกายภาพ เคมีและจุลินทรีย์โดยประเมินความเสี่ยงตามประเภทของสินค้า

โลตัสจะดำเนินการตรวจสอบสินค้าของคู่ค้าตามข้อกำหนดมาตรฐานสินค้าอย่างเคร่งครัด และสม่ำเสมอเพื่อมั่นใจว่าคู่ค้าผลิตสินค้าได้คุณภาพ ปลอดภัย และปฏิบัติตามกฎหมายตามมาตรฐานสินค้าที่กำหนด รวมถึงการตรวจสอบคู่ค้าตามมาตรฐานของเราอย่างเคร่งครัด (ดูหัวข้อ "ระบบการตรวจประเมินคู่ค้า")

 

การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎหมายของกลุ่มสินค้า

  1. สินค้ากลุ่มอาหารสด

การควบคุมการใช้สารเคมี และยาปฏิชีวนะในอาหารสดแบรนด์โลตัส :

โลตัสมีข้อกำหนดเรื่องการใช้สารเคมีในผักและผลไม้ และบังคับใช้กับคู่ค้าอย่างเคร่งครัดเรากำหนดให้เกษตรกรบันทึกการใช้สารเคมี ทั้งประเภท ปริมาณ และช่วงการใช้สารเคมีให้เป็นไปตามมาตรฐานการใช้สารเคมีของเราที่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย  เราสนับสนุนให้เกษตรกรคู่ค้าของเราเปลี่ยนการใช้สารเคมีมาเป็นการใช้สารชีวภัณฑ์ ร่วมกับขั้นตอนทางเขตกรรมในการเพาะปลูก

การใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ ประเภท สินค้าเนื้อสุกร และเนื้อไก่ โลตัสมีข้อกำหนดการรับซื้อจากฟาร์มที่ได้รับมาตรฐาน GAP และขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์เท่านั้น โดยทุกฟาร์มจะมีสัตว์แพทย์ประจำฟาร์มที่ขึ้นทะเบียน กับกรมปศุสัตว์เป็นผู้รับรองว่าสัตว์ที่เลี้ยงปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะตกค้าง

การสุ่มตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้า :

โลตัสควบคุม ตรวจสอบคุณภาพ และความปลอดภัยของสินค้าอาหารสดแปรรูป และสินค้าสะดวกซื้อ รวมถึงสินค้าบริโภค สำหรับสินค้ากลุ่มอาหารสด เราเน้นการสุ่มตรวจสอบสินค้าในทุกขั้นตอน อาทิ กลุ่มผัก และผลไม้ เราจะทำการสุ่มตรวจสารตกค้างก่อนการเก็บเกี่ยว หรือเมื่อมาถึงโรงคัดบรรจุ และเมื่อสินค้ามาถึงศูนย์กระจายสินค้า (DC) ก่อนการนำวางขาย ณ จุดจำหน่ายสินค้าสำหรับสินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์ เราเน้นการสุ่มตรวจสอบยาปฏิชีวนะตกค้าง เชื้อไวรัส และสารเร่งเนื้อแดง ก่อนการเคลื่อนย้ายสัตว์จากฟาร์มเข้าสู่โรงเชือด และสุ่มตรวจสอบอีกครั้งโดยโรงเชือด

นอกจากนี้ โลตัสได้จัดทำแผนเฝ้าระวังความปลอดภัยสินค้า (Product Monitoring Program – PMP) ซึ่งดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ISO 17025 เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าของเรามีความปลอดภัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และตรงตามข้อกำหนดคุณภาพที่เข้มงวดของโลตัส

 

การสุ่มตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้ากลุ่มอาหารสดแบรนด์โลตัส ตามโปรแกรม PMP

โลตัสใช้ระบบการสุ่มตรวจความปลอดภัยของอาหารทุกชนิด โดยทำการสุ่มเพื่อส่งตรวจ
ในห้องปฏิบัติการ เพื่อหาสารตกค้างตามความเสี่ยงของประเภทสินค้า โลตัสจะใช้ระดับความเสี่ยงของสินค้าเป็นตัวกำหนดความถี่ของการสุ่มตรวจสินค้าอาหาร (อาทิ หากสินค้ามีความเสี่ยงสูงสุด โลตัส
จะมีการสุ่มตรวจสินค้ารายการนั้น 4 ครั้งต่อปี)

  • สำหรับสินค้าประเภทผักผลไม้ โลตัสจะทำการสุ่มทดสอบความปลอดภัยของสินค้า โดยตรวจครอบคลุมสารเคมีจำนวน 230 ชนิด
  • สำหรับอาหารทะเล และเนื้อสัตว์ เราจะมีการตรวจเพิ่มเติมตามความเสี่ยงสำคัญของสินค้า เช่น ตรวจยาปฏิชีวนะตกค้าง จุลินทรีย์ เชื้อไวรัส หรือ โลหะหนัก เป็นต้น

PMP ถือเป็นกระบวนการสำคัญที่โลตัสใช้ในการควบคุมคุณภาพสินค้า เราใช้งบประมาณใน
การตรวจสอบสินค้าประเภทอาหารสด อาหารสดแปรรูป และอาหารสะดวกซื้อ โดยใช้งบประมาณเฉลี่ยต่อปี 4 - 5 ล้านบาท เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สินค้าที่ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคมีความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานของเรา

 

การระงับ ถอดถอน และเรียกคืนสินค้า

ในกรณีที่โลตัสพบว่า คู่ค้าไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัย และไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวกับสินค้า โดยเฉพาะกรณีที่พบสารตกค้างในอาหาร เราจะทำการนำสินค้าออกจากหน้าร้าน ระงับไม่ให้นำสินค้าจากคู่ค้านั้นมาจำหน่ายในร้านของเรา และดำเนินการสืบสวนสาเหตุ ระบุความเสี่ยงเพื่อแก้ไขปัญหาทันที

หากสอบสวนพบว่า การไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานคุณภาพ เป็นกรณีที่ไม่ร้ายแรงกระทบที่ต่อการดำเนินธุรกิจของโลตัส เป็นการกระทำที่มิได้เกิดจากเจตนาทุจริต และคู่ค้าได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการแก้ไขปัญหาและลดความเสี่ยง เราอาจพิจารณาโดยความยินยอมของคู่ค้า ร่วมจัดทำแนวทางแก้ไขปรับปรุง เพื่อระบุกระบวนการที่ยังมีความเสี่ยง และเราจะตรวจสอบจนแน่ใจว่าปัญหาได้รับการแก้ไข ก่อนที่จะมีการพิจารณาสั่งซื้อสินค้ากับคู่ค้ารายนั้นอีกครั้ง ในกรณีที่มีการสั่งซื้อผ่านคนกลาง โลตัสใช้กระบวนการเดียวกันนี้โดยผ่านผู้ซื้อคนกลาง เพื่อให้แน่ใจว่า ปัญหามีการแก้ไขที่แท้จริง ผู้ชื้อไม่ทอดทิ้งผู้ผลิตรายย่อย และไม่มีการนำเอาสินค้าชนิดนั้น มาสวมขายให้โลตัสผ่านผู้ซื้อคนกลางรายอื่น

ในปีงบประมาณ 2563 โลตัสใช้งบประมาณทำการสุ่มตรวจสอบทดสอบสินค้ากลุ่มอาหารสดอาหารสดแปรรูป และสินค้าสะดวกซื้อ คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 4 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้ :

  • กลุ่มสินค้าผักและผลไม้ สุ่มตรวจสอบสารเคมีตกค้างทั้งหมด 115 ตัวอย่าง
  • กลุ่มสินค้าเนื้อสัตว์ และอาหารทะเล สุ่มตรวจสอบทางจุลชีววิทยา ทั้งหมด 353 ตัวอย่างสุ่มตรวจสอบสารเคมีตกค้างทั้งหมด 92 อย่าง
  • กลุ่มอาหารสดแปรรูป และสินค้าสะดวกซื้อ สุ่มตรวจสอบทางจุลชีววิทยา ทั้งหมด 306 ตัวอย่าง สุ่มตรวจสอบสารเคมีตกค้างทั้งหมด 225 อย่าง

 

การกำกับดูแลความปลอดภัยของอาหารภายในสาขา

โลตัสมีนโยบายความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ซึ่งกำหนดแนวทางในการรักษามาตรฐานสินค้าที่นำมาวางขายในสาขาของเรา และมีการฝึกอบรมเพื่อนพนักงานของเรา เพื่อให้มั่นใจว่า เพื่อนพนักงานของเรา มีความตระหนัก และปฏิบัติตามมาตรฐานด้านคุณภาพ และความปลอดภัยของสินค้า ก่อนถึงมือผู้บริโภค

เรามีระบบการติดตามตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้มีความสอดคล้องกับกฎหมายรักษาสภาพแวดล้อมในสาขา ให้มีความปลอดภัย และเป็นไปตามข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเรามีทีมงานดูแลด้านความเสี่ยงในการปฏิบัติการ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม เพื่อออกแบบระบบ และมาตรการ รวมถึงให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือความปลอดภัยของอาหารในทุกสาขาของโลตัสทั่วประเทศ ทีมงานของเรา ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ระดับสาขา และบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหา หรือข้อร้องเรียนจากลูกค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารของโลตัส ให้การสนับสนุนด้านการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกในสาขา รวมถึงอบรมพนักงาน เมื่อมีการปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง

 


สินค้าเพื่อสุขภาพ: การพัฒนาสินค้า และทางเลือกของผู้บริโภค


โลตัสให้ความสำคัญทางเลือกเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าอาหารแบรนด์โลตัสที่คำนึงถึงสุขภาพผู้บริโภค และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการ เพิ่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพให้กับลูกค้า โดยคงคอนเซ็ปต์ อร่อย ดีต่อสุขภาพ ในราคาที่เอื้อมถึงได้ โดยแบ่งแนวทางการดำเนินงานได้เป็น 2 แนวทางหลัก คือการพัฒนาสินค้าอาหารแบรนด์โลตัสเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกค้า และให้ทางเลือกสินค้าสุขภาพกับลูกค้าของเรา

การพัฒนาสินค้า และนวัตกรรมการผลิตสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพของเรา

โลตัส ไม่หยุดยั้งที่จะคัดสรรสิ่งที่ดี เพื่อผู้บริโภค เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์ คิดค้น พัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เรามีศูนย์นวัตกรรมโลตัส ซึ่งมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสินค้า โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหารสดแปรรูป และสินค้าสะดวกซื้อแบรนด์โลตัส อย่างต่อเนื่อง

นอกจากการมีสินค้าที่หลากหลาย มีรสชาติที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค สุขภาพ และสุขภาวะของผู้บริโภค คือหัวใจสำคัญของนวัตกรรมการพัฒนา และผลิตสินค้า ศูนย์กลางของการพัฒนาสินค้า เรามั่นใจว่า สินค้าของเรามีคุณค่าทางโภชนาการ และมีความปลอดภัยสูงสุด ทุกครั้ง ที่เราพัฒนาปรับปรุงสูตรสินค้า เรามุ่งเน้นการควบคุม และลดความหวาน ลดไขมัน ลดความเค็ม การไม่ใช้ผงชูรสในอาหารสำเร็จรูป และเลือกใช้ส่วนประกอบจากธรรมชาติ เป็นสำคัญ นอกจากนี้ เรายังพัฒนาวิธีการยืดอายุการเก็บรักษาสินค้า รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ในกระบวนการพัฒนาสินค้า โลตัสให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับการมีส่วนร่วมของเพื่อนพนักงานในกระบวนการทดสอบผลิตภัณฑ์ ควบคู่ไปกับการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภค และแนวโน้มของผลิตภัณฑ์ในตลาด โดยวิเคราะห์ร่วมกับฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพด้านเทคนิค ฝ่ายการตลาดสินค้าตราโลตัส และกับคู่ค้า เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า

 

ทางเลือกเพื่อสุขภาพที่หลากหลาย ของลูกค้าโลตัส

โลตัสให้ความสำคัญกับการสื่อสารเกี่ยวกับสินค้าเพื่อสุขภาพ และการจัดหมวดหมู่สินค้าดังกล่าว โดยมุ่งหวังว่าจะกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัว และเป็นข้อมูลการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพของลูกค้าของเรา เราจึงเน้นการสื่อสารเกี่ยวกับสินค้าที่มีคุณลักษณะเฉพาะเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพ อาทิ สินค้าแผนกเบเกอรี่ปราศจากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึงเป็นแหล่งหลักของไขมันทรานส์ สินค้าบริโภคที่ได้รับตราสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ พัฒนาสินค้ากลุ่มอาหารเจพร้อมทานปลอดผงชูรส มีฉลากผลิตภัณฑ์ให้ข้อมูลโภชนาการอาหารชัดเจน และมีข้อมูลเกี่ยวกับคุณประโยชน์ทางโภชนาการทั้งในสาขาและช่องทางออนไลน์เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้าให้กับลูกค้า อาทิ การจัดทำป้ายแสดงส่วนประกอบทางโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าเพื่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น โลตัสได้มีการจัดหมวดหมู่สินค้าตามลักษณะการผลิต และคุณลักษณะที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ

  • การจัดหมวดหมู่สินค้าสุขภาพหน้าร้าน: ในส่วนของผักสด ซึ่งโลตัสจัดหมวดหมู่ผักปลอดสารพิษ และผักออร์แกนิกไว้อย่างชัดเจน และส่วนผลิตภัณฑ์นม ที่มีการจัดสัดส่วนชั้นวางสำหรับผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์นมปราศจากน้ำตาลแลคโตส
  • การจัดหมวดหมู่สินค้าบน Tesco Lotus Shop Online: โลตัสจัดทำ "โซนสินค้าเพื่อสุขภาพ" ซึ่งรวบรวมทั้งของกินและของใช้เพื่อสุขภาพ เป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้รับตราสัญลักษณ์สินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่น เครื่องหมายสินค้าทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Healthier Choice) ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้า นอกจากนี้ ยังให้ข้อมูลทางโภชนาการ ส่วนผสม และส่วนประกอบของสินค้าแต่ละชนิดตามฉลากสินค้าอย่างชัดเจน ให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าจากฉลากได้เหมือนกับการเลือกซื้อสินค้าหน้าร้าน

 


การสนับสนุนเกษตรกร และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)


โลตัสมีส่วนร่วมที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของไทย โดยเราให้การส่งเสริม และสนับสนุน การสร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องเกษตรกร และ SMEs ของเราในประเทศไทย เรามีเจตนารมณ์อย่างชัดเจน เพื่อสานต่อความมุ่งมั่น เราจะสนับสนุนเกษตรกร และคู่ค้ารายย่อยในห่วงโซ่อุปทานของเราอย่างต่อเนื่อง โดยเรามีแผนธุรกิจที่มุ่งเน้นการสร้างโอกาส และช่องทางให้สินค้าของเกษตรกร และ SMEs เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ผ่านช่องทางสาขา พื้นที่เช่า และช่องทางออนไลน์ โครงการรับซื้อสินค้าตรงจากเกษตรกร นอกจากนี้ เรามุ่งเน้นการขยายขนาดธุรกิจของเรา กับ SMEs ในฐานะคู่ค้า เพื่อผลิตสินค้าแบรนด์โลตัส โดยเน้นการสร้างความร่วมมือและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs

นอกจากนี้ เราเล็งเห็นความสำคัญของการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย และ SMEs ในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 โลตัสมีความมุ่งมั่น และดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการรับซื้อสินค้าจากเกษตรกร และนำสินค้าของ SMEs มาวางขายในร้านค้าของเรา (ดูรายละเอียดที่ "โลตัส รับซื้อผักตรงจากเกษตรกรกว่า 1,000 ครัวเรือน จาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศพร้อมผลักดันผลิตผลการเกษตร และสินค้า SME ขึ้นห้าง ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19")

 

โครงการรับซื้อตรงจากเกษตรกร

 

โลตัสเริ่มดำเนินโครงการรับซื้อผลผลิตโดยตรงจากเกษตรกรโดยไม่ผ่านคนกลาง (Direct Sourcing) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เพื่อสร้างรายได้ที่เป็นธรรมและมั่นคงให้แก่เกษตรกร อีกทั้งยังยกระดับมาตรฐานการเพาะปลูกพืช ผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ จากความสำเร็จของโครงการ ในปี พ.ศ. 2560 โลตัสได้พัฒนา Farm Model ขึ้น เพื่อต่อยอดและยกระดับกลุ่มเกษตรกรให้สามารถบริหารจัดการการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความเข้มแข็ง มีอำนาจในการต่อรอง ด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงรวมตัวกันตามนโยบายเกษตรแปล่งใหญ่ของภาครัฐ ในปัจจุบันโลตัส มีแปลงปลูกผักในรูปแบบ Farm Model 4 แหล่ง ในทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศไทย สร้างอาชีพ รายได้ที่เป็นธรรม และมั่นคง ให้กับเกษตรกรกว่า 1,200 ครัวเรือน การทำงานอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบ Farm Model ทำให้เราสามารถควบคุมและกำกับดูแลมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพสินค้า ทราบถึงแหล่งที่มา ส่งต่อผักสดคุณภาพสูงให้ลูกค้าของเราทุกวัน

โครงการรับซื้อผลผลิตโดยตรงจากเกษตรกร เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามนโยบายความยั่งยืนของเรา เพื่อให้โลตัสจัดซื้อสินค้าจากเกษตรกร และ SMEs ซึ่งมุ่งหวังทำเป็นโครงการระยะยาวเพื่อกระจายรายได้ให้รายย่อยอย่างเป็นธรรม และมั่นคง

 

รูปแบบการดำเนินโครงการ

โลตัสดำเนินโครงการรับซื้อตรงจากเกษตรกร ในกลุ่มสินค้าเกษตร ประเภทผัก ในลักษณะ 3 ประสาน ประกอบด้วยภาครัฐ กลุ่มเกษตรกร และโลตัส โดยในส่วนของโลตัส เรารับซื้อสินค้าการเกษตรบนหลักการการซื้อขายกับเกษตรกรอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส รวมถึงมีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร ซึ่งโครงการรับซื้อตรงจากเกษตรกร มีรูปแบบการดำเนินโครงการ ดังนี้

  • เจรจาราคาและปริมาณสินค้า: โลตัสเริ่มทำงานกับกลุ่มเกษตรกรโดยการเจรจาราคาผักและปริมาณสินค้าที่เกษตรกรสามารถผลิตได้ตามหลักการตลาดนำการผลิต โดยราคาฐานที่ใช้เจรจาเป็นราคาที่ผ่านการคำนวณที่ครอบครอบคลุมต้นทุน และอ้างอิงราคาตลาดในช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรได้กำไรจากการซื้อขายกับโลตัสอย่างแน่นอน และสามารถบริหารจัดการพื้นที่ในการทำการเกษตรได้ เนื่องจากรู้ปริมาณสินค้าและพื้นที่เพราะปลูกเพื่อส่งผักให้กับโลตัสล่วงหน้า
  • เกษตรกรวางแผนเพาะปลูก และผลิต: โลตัสมีส่วนร่วมในการวางแผนเพาะปลูกให้กับเกษตรกรเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละสัปดาห์ โดยกลุ่มเกษตรกรที่เข่ารวมโครงการ ฯ จะปลูกพืชผักตามมาตรฐาน GAP ตามข้อกำหนดของโลตัส ซึ่งโลตัสสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพเพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าตามมาตรฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด อาทิ การให้ความรู้เกี่ยวกับการคำนวณต้นทุน ความรู้เกี่ยวกับสเปกสินค้าและการใช้สารเคมี การสอนใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อการกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย เป็นต้น
  • การตรวจสอบคุณภาพสินค้าและสารเคมี: โลตัสสนับสนุนอุปกรณ์ในการตรวจสอบสารเคมีตกค้าง สอนวิธีการตรวจสอบ และกำหนดแผนการตรวจก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าจากการรับซื้อตรงจากเกษตรกรเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพสินค้าอาหารของโลตัส โดยไม่มีสารเคมีตกค้าง
  • การแพ็คสินค้า และการส่งผลผลิตเข้าศูนย์กระจายสินค้า: โลตัสสนับสนุนงบประมาณจำนวน 2 ล้านบาทเพื่อเป็นกองทุนในการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร และซื้ออุปกรณ์การผลิต รวมถึงออกแบบและจัดตั้งโรงคัดบรรจุแพ็คตามหลัก GMP และวิธีการผลิตที่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งเมื่อผลิตและแพ็คสินค้าเรียบร้อยแล้ว โลตัสยังสนับสนุนรถขนส่งและตะกร้าเพื่อรับผลผลิตจากโรงแพ็คไปยังศูนย์กระจายสินค้า

 

ตลอดการดำเนินโครงการ ฯ โลตัสสร้างความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นกับกลุ่มเกษตรกร เพื่อการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง เพิ่มศักยภาพของกลุ่มเกษตรกร พัฒนามาตรฐานการผลิต และศักยภาพในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับภาครัฐ อันได้แก่ กรมวิชาการเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นพันธมิตรสำคัญในการสร้างศักยภาพให้เกษตรกรผ่านโครงการ ฯ โดยให้การสนับสนุนและให้ความรู้เกษตรกร เรื่องการปลูกพืชอย่างปลอดภัย การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี การรวมกลุ่มของเกษตรกรและการบริหารงานภายในกลุ่ม และให้การสนับสนุนทางการเงินโดยจัดสรรงบประมาณในการสร้างโรงคัดบรรจุให้กลุ่มเกษตรกร

 

ความคืบหน้าการดำเนินโครงการ และมูลค่าที่ส่งต่อถึงเกษตรกร ปี 2563

ปัจจุบันโลตัส รับซื้อผักโดยตรงจากกลุ่มเกษตรกร 1,200 ครัวเรือน ในทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศไทย กล่าวคือ กลุ่มบ้านโนนเขวา จังหวัดขอนแก่น, กลุ่มอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี, กลุ่มบ้านผักไห่ จังหวัดอยุธยา และ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ ต. อุโมงค์ จ. ลำพูน โดยโลตัส ได้เพิ่มปริมาณผลผลิตที่รับซื้อทุกปี และขยายการรับซื้อสู่เกษตรกรจำนวนมากขึ้น

 

แผนการดำเนินงานในอนาคต

จากความสำเร็จของโครงการ Farm Model ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้โลตัสเล็งเห็นว่า โครงการดังกล่าวสามารถสร้างคุณค่าร่วมระหว่างบริษัท ซึ่งได้ผักสดใหม่ คุณภาพดีมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค เนื่องจากระยะเวลาการเก็บเกี่ยว และการขนส่งสั้นลง ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรได้ประโยชน์ทั้งด้านรายได้และตลาดที่มั่นคง รวมถึงการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ในระยะถัดไป โลตัสจึงวางแผนขยายความร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกร ภายใต้การดำเนินโครงการดังกล่าว ดังนี้

  • เพิ่มศักยภาพในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น (อาทิ การผลิตผักโดยไม่ใช้สารเคมี การส่งเสริมใช้สารชีวภัณฑ์)
  • เพิ่มความหลากหลายของสินค้า เพื่อพัฒนาทักษะ และความถนัดของเกษตรกรให้ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น โดยให้อิสระกับเกษตรกรในการเลือกปลูกพันธุ์ผัก เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับโลตัสในอนาคต โดยผ่านการปรึกษาหารือกันในกลุ่มเกษตรกร
  • เพิ่มมูลค่าของสินค้า โดยการการแต่งสินค้าและบรรจุลงในบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ยังเป็นการขยายระยะเวลาการขายสินค้าประเภทผักสด

 

โครงการการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และผู้ผลิตสินค้า OTOP

โลตัสตระหนักดีว่าเรามีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าถึงช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่มั่นคงและเข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม เพื่อสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ SMEs โดยโลตัสให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตรทางการค้าเพื่อเติบโตไปพร้อมกัน เราจึงสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในด้านการนำสินค้ามาวางจำหน่ายในพื้นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและพื้นที่ศูนย์การค้าของ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของ SMEs เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และเป็นที่ต้องการของตลาด

ในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โลตัสได้เพิ่มมาตรการในการสนับสนุน SMEs โดยการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เพื่อเปิดการเจรจาธุรกิจทุกเดือนให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้เข้ามานำเสนอสินค้ากับเราตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2564 โดยเปิดการเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าที่หลากหลาย ทั้งในสินค้าประเภทอาหารสดและอาหารพร้อมทาน อาหารแห้ง เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว สินค้าใช้ในบ้าน เครื่องแต่งกาย สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

 

 

ในขั้นตอนการคัดเลือก โลตัสจะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยคัดเลือกตามเกณฑ์มาตรฐานการคัดเลือกคู่ค้าของโลตัส และช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐานของเรา เพื่อให้มั่นใจว่าเราได้คัดเลือกสินค้าที่ผู้บริโภคมั่นใจถึงความสะอาด และปลอดภัย รวมถึงเพื่อให้เรามั่นใจได้ว่าผู้ประกอบการมีกระบวนการผลิตและการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามมาตรฐานของโลตัส (สามารถศึกษารายละเอียดการเข้าเจรจาการค้าสำหรับ SMEs ได้ที่ www.tescolotus.com/SME) ซึ่งเมื่อผ่านการคัดเลือกแล้ว โลตัสมีแผนการสนับสนุน SMEs อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการส่งเสริมการขาย การตรวจสอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ การสนับสนุนให้ SMEs มีนวัตกรรมในการพัฒนาสินค้าใหม่ที่เหมาะสมกับผู้บริโภค และสนับสนุนศักยภาพของ SMEs เพื่อการส่งออกสินค้าในอนาคต

 

นอกเหนือจากการเจรจาเพื่อเฟ้นหาผู้ประกอบการ SMEs และสินค้าที่มีศักยภาพ โลตัสยังได้ดำเนินโครงการและมาตรการที่หลากหลายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปี 2563 ดังนี้

  • มาตรการการช่วยเหลือและลดภาระ SMEs โดยการสนับสนุนพื้นที่เช่าโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ อาทิ
    • โครงการ Food Paradise เปิดพื้นที่ภายในศูนย์การค้าโลตัส เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับการพัฒนาจากกระทรวงพาณิชย์ มาจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารสดและอาหารแห้งได้โดยไม่เสียค่าเช่าพื้นที่เป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน ที่โลตัส 57 สาขาทั่วประเทศ ในระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2563 (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ "เทสโก้ โลตัส ช่วยเกษตรกรและเอสเอ็มอีไทยฝ่าวิกฤติโควิด-19 เปิดพื้นที่ฟรี ให้จำหน่ายสินค้าในห้างทั่วประเทศ")
    • โครงการตลาดนัด SME ไทย ถูกใจมหาชน โดยโลตัส ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์คัดเลือกผู้ประกอบการ SME ผู้ประกอบการ OTOP Select รวมไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน กว่า 300 ราย นำสินค้ามาวางจำหน่ายบริเวณด้านหน้าสาขาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
    • โครงการตลาดสุขใจวัยเก๋า ความร่วมมือระหว่าง โลตัส กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุนอกระบบ มาจำหน่ายสินค้าในห้างโลตัส นำร่องใน 3 จังหวัด ในช่วงเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน 2563
    • โครงการศูนย์ฝึกอาชีพจตุจักร โลตัสสนับสนุนพื้นที่ในสาขาลาดพร้าวกว่า 300 ตารางเมตร และสาธารณูปโภคให้เป็นเวลา 3 ปีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดให้บริการจัดฝึกอบรมหลักสูตรวิชาชีพให้แก่ประชาชนที่สนใจ เพื่อให้สามารถไปประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน ได้แก่ วิชาอาหารคาวและเบเกอรี่ ตัดผมชาย เสริมสวย ตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี และนวดไทยเพื่อสุขภาพ และด้วยการตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมโครงการ โลตัสกำลังประสานงานกับกรุงเทพมหานคร ในการคัดเลือกพื้นที่สาขาอื่น ๆ เพื่อเปิดศูนย์ฝึกอาชีพ เพิ่มเติม

 


ความร่วมมือกับคู่ค้าของเรา


โลตัส ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกที่ดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบ เราตระหนักถึงความสำคัญสูงสุดของการร่วมมือกับคู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจของเรา ทั้งในด้านการรักษา และพัฒนาคุณภาพของสินค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเติบโตไปพร้อมกันอย่างแข็งแกร่ง โดยการสร้างศักยภาพ และการสื่อสารความคาดหวังทั้งในด้านมาตรฐานสินค้า จริยธรรมด้านแรงงาน และจริยธรรมด้านการทำธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราและคู่ค้า เติบโตไปพร้อมกันอย่างมีมาตรฐาน และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

โลตัสมุ่งมั่นในการปฏิบัติต่อคู่ค้าของเราอย่างเป็นธรรม ตามหลักการด้านจริยธรรมในการทำธุรกิจของเรา และมีกระบวนการสื่อสารเพื่อรับฟังความคิดเห็นของคู่ค้าอยู่เสมอ เพื่อสร้างความไว้วางใจในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน เราจึงจัดให้มีช่องทางที่หลากหลายในการสื่อสาร เพื่อร่วมกันสร้างศักยภาพทางธุรกิจ การสื่อสารเพื่อสร้างความสอดคล้องเกี่ยวกับความคาดหวังด้านจริยธรรมธุรกิจ และการสื่อสารกฎเกณฑ์การดำเนินธุรกิจร่วมกับเรา ดังนี้

  • การสื่อสารข้อกำหนดและข้อบังคับในสัญญาคู่ค้า ซึ่งระบุข้อกำหนดที่บังคับใช้ทั้งกับคู่ค้าที่ผลิตสินค้าแบรนด์โลตัส และคู่ค้าที่จัดหาสินค้ามาจำหน่ายภายใต้แบรนด์โลตัส โดยโลตัสระบุความคาดหวังอย่างละเอียดเพื่อให้คู่ค้าทราบทั้งในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และจริยธรรมการจ้างงาน อาทิ มาตรฐานขั้นต่ำในกระบวนการผลิต คุณภาพสินค้าที่ได้รับส่งมอบ สิทธิของแรงงาน เช่น สภาพการทำงานที่ปลอดภัย สิทธิการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วม เป็นต้น
  • การสื่อสารเกี่ยวกับมาตรฐานด้านคุณภาพ และจริยธรรมการจ้างแรงงาน โดยดำเนินการตั้งแต่การคัดเลือกคู่ค้า และดำเนินการตรวจสอบตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจร่วมกัน ผ่านการใช้ระบบการตรวจสอบคู่ค้าตามเกณฑ์มาตรฐานที่อ้างอิงจากมาตรฐานสากล โดยโลตัสใช้โอกาสเหล่านี้ถ่ายทอดความรู้ และร่วมสร้างศักยภาพเฉพาะด้าน ผ่านการปรึกษาหารือกับผู้จัดการด้านเทคนิคสินค้า และผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมแรงงานของเรา (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ "ระบบการตรวจประเมินคู่ค้า")
  • การสื่อสารกับคู่ค้าผ่านการประชุมคู่ค้าประจำปี เพื่อสื่อสารทิศทางการดำเนินงานของโลตัส ความคาดหวังของโลตัสต่อคู่ค้า และเพื่อเป็นช่องทางให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคู่ค้าและโลตัส เพื่อร่วมกันบริหารจัดการข้อท้าทายที่พบ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน
  • การฝึกอบรมคู่ค้า ในหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของคู่ค้า และเพื่อการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องของโลตัส เช่น การฝึกอบรมและสื่อสารเพื่อพัฒนาทักษะ และคุณภาพในกระบวนการผลิต เป็นต้น
  • โปรแกรมช่วยเหลือคู่ค้าใหม่ เพื่อช่วยให้คู่ค้าใหม่ได้รู้จักกับบริษัท และเข้าใจบทบาทของตนเองในธุรกิจค้าปลีก แนะนำให้คู่ค้าใหม่รู้จักหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ ช่วยให้คู่ค้าเกิดความเข้าใจกระบวนการทำงานเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
  • แบบสำรวจความพึงพอใจในการทำงานร่วมกับโลตัส เราได้จัดทำแบบสำรวจความพึงพอใจของคู่ค้าปีละ 2ครั้ง ช่วง เดือนมกราคม และเดือนกรกฎาคม เพื่อนำเสียงสะท้อนจากคู่ค้าไปปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทำงานกับคู่ค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • หน่วยงานช่วยเหลือคู่ค้า หรือ Supplier Helpline เพื่อบริการตอบคำถามคู่ค้าเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้งานระบบต่าง ๆที่คู่ค้าใช้งานร่วมกับโลตัส และแนะนำช่องทางการติดต่อหน่วยงานต่าง ๆภายในโลตัส เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้แก่คู่ค้าอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ โลตัสยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาจรรยาบรรณของคู่ค้าแบรนด์โลตัส เพื่อสะท้อนหลักการและความคาดหวังต่อคู่ค้าของเรา ซึ่งระบุอย่างชัดเจนในสัญญากับคู่ค้าและมาตรฐานการคัดเลือกคู่ค้าในปัจจุบัน เรามีความคาดหวังว่า จรรยาบรรณของคู่ค้า ฯ จะเป็นแนวทางให้คู่ค้าของเราสามารถนำไปปฏิบัติ และบังคับใช้ถึงระดับคู่ค้าลำดับที่ลึกกว่าคู่ค้าลำดับที่ 1 (first-tier suppliers) ซึ่งในหลักการ ประกอบด้วย การดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และมีจริยธรรม การดำเนินงานตามหลักจริยธรรมทางการค้า สนับสนุนระบบตรวจสอบรอบด้าน และการจัดกลไกรับข้อร้องเรียน

 


การบริหารจัดการอาหารสด เพื่อลดปริมาณอาหารขยะ


 

โลตัสเป็นค้าปลีกรายแรกในประเทศไทยที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ไม่ทิ้งอาหารที่ยังรับประทานได้ โดยมุ่งมั่นที่จะบรรลุ SDG Target 12.3 ว่าด้วยการลดขยะเศษอาหารของโลกลงครึ่งหนึ่งในระดับค้าปลีกและผู้บริโภค และลดการสูญเสียอาหารจากกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยโลตัสตั้งเป้าที่จะลดปริมาณขยะอาหารภายในธุรกิจของเราเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2573 ตามเป้าหมายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผ่านกระบวนการและนโยบายการลดขยะอาหาร และการสูญเสียของอาหารที่ชัดเจน

ในปี 2561 โลตัสเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกในประเทศไทย ที่วัดและเปิดเผยข้อมูลขยะอาหาร (food waste data) อย่างโปร่งใส ด้วยความเชื่อมั่นว่าการวัดและเปิดเผยข้อมูล รวมถึงรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างได้ผลที่สุด ซึ่งข้อมูลแสดงให้เห็นว่าในปีงบประมาณ 2562/63  โลตัสสามารถลดปริมาณขยะอาหารลงได้ 13% เมื่อเทียบกับ ขยะอาหาร โลตัสจากปีงบประมาณปีฐาน 2561/2562 ทั้งนี้ โลตัสมีความมุ่งมั่นจะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนความคืบหน้าของแนวทางการบริหารจัดการอาหารสด เพื่อลดปริมาณอาหารขยะของเรา ซึ่งออกแบบครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของอาหารสดที่เข้ามาจำหน่ายในร้านค้าของเรา ดังนี้

การจัดการที่ต้นน้ำ โลตัสมีโครงการรับซื้อตรงจากเกษตรกร (ดูรายละเอียดที่หัวข้อ "โครงการรับซื้อตรงจากเกษตรกร") ซึ่งเราทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรเพื่อวางแผนการเพาะปลูกที่ชัดเจน พร้อมกับควบคุมคุณภาพและการใช้สารเคมี เพื่อให้ได้ปริมาณและคุณภาพของผลิตผลตรงตามความต้องการของลูกค้า รวมถึงสนับสนุนการตั้งโรงคัดบรรจุใกล้กับแปลงเกษตรของเกษตรกร เพื่อคงความสดและคุณภาพของผลิตผลให้อยู่ได้นานที่สุด ในส่วนสินค้าอาหารสดแบรนด์อื่นที่โลตัสรับมาจำหน่าย เรามีการตรวจสอบการบรรจุภัณฑ์เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าจะสามารถคงคุณภาพและความสด เพื่อให้สามารถอยู่บนชั้นวางได้ตลอดอายุของสินค้า ไม่เน่าเสียไปก่อนเวลาอันควร

การจัดการที่กลางน้ำ โลตัสขนส่งผลิตผลของเกษตรกรด้วยรถควบคุมอุณหภูมิ ตลอดจนถึงศูนย์กระจายสินค้า และหน้าร้านสาขาของโลตัส เพื่อลดปริมาณการศูนย์เสียของอาหาร และเพื่อคุณภาพความสดให้กับลูกค้าของเรา และในส่วนสินค้าอาหารสดแบรนด์อื่น โลตัสตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนรับเข้าศูนย์กระจายสินค้าเพื่อคัดกรองสินค้าที่มีคุณภาพ ให้เกิดขยะอาหารน้อยที่สุด

การจัดการที่ปลายน้ำ โลตัสได้มีการจัดทำสินค้าป้ายเหลือง โดยจะนำเอาสินค้าที่ใกล้ถึงวันหมดอายุมาลดราคา สำหรับสินค้าที่จำหน่ายไม่หมดแต่ยังคงความปลอดภัยตามมาตรฐานของเรา โลตัสมีมาตรการหลากหลาย ดังนี้

  • การบริจาคให้กับมูลนิธิและผู้ยากไร้ ผ่านโครงการ "กินได้ ไม่ทิ้งกัน" ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยบริจาคอาหารไปแล้วกว่า 2.6 ล้านมื้อ จากสาขาที่เข้าร่วมโครงการ 58 สาขา และ 2 ศูนย์กระจายสินค้า
  • การบริจาคเป็นอาหารสัตว์ โดยการบริจาคให้กับศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล จ.ชลบุรี สวนนกชัยนาท และสวนสัตว์อุบลราชธานี
  • นำขยะอาหารไปทำปุ๋ย โดยโลตัสริเริ่มการทำปุ๋ยจากขยะอาหารที่สาขารามอินทรา โดยใช้เครื่องย่อยเศษอาหารซึ่งมีผลผลิตเป็นปุ๋ยบำรุงดิน ซึ่งเรานำมาแจกจ่ายให้กับลูกค้าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

 

โลตัสนำเศษอาหารที่จำหน่ายไม่หมดในสาขา และเศษอาหารจากศูนย์อาหารมาเข้าเครื่องกำจัดขยะอาหาร เพื่อเปลี่ยนเป็นสารบำรุงดิน และนำไปแจกจ่ายให้กับลูกค้า ภาพจากโลตัสไฮเปอร์มาร์เก็ต สาขารามอินทรา

นอกจากนั้น โลตัสยังร่วมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการสูญเสียอาหาร (food loss) และขยะอาหาร (food waste) อาทิ การสร้างความรับรู้ให้กับเพื่อนพนักงานของเรา การจัดงานประชุม 2019 Thailand’s Annual Conference on Food Waste การจัดทำแคมเปญสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบของขยะอาหาร การนำวันหมดอายุออกจากบรรจุภัณฑ์ผักสดที่จำหน่ายในสาขาของเราเพื่อช่วยผู้บริโภคลดการทิ้งอาหารสดก่อนเวลาอันควร และการตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ในสาขา

 


สวัสดิภาพสัตว์


 

โลตัสมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้า โดยคำนึงถึง มาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์  ภายใต้แนวทางปฏิบัติ 5 ประการของ Farm Animal Welfare Council (FAWC) ดังนี้

  1. อิสระจากความหิวกระหาย (Freedom from hunger and thirst)
  2. อิสระจากความไม่สบายกาย (Freedom from discomfort)
  3. อิสระจากความเจ็บปวดและโรคภัย (Freedom from pain, injury and disease)
  4. อิสระในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ (Freedom to express normal behavior)
  5. อิสระจากความกลัวและไม่พึงพอใจ (Freedom from fear and distress)

นอกจากนั้น โลตัสยังได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับคู่ค้า เกษตรกร ผู้เพาะเลี้ยง และทำการประมง รวมทั้ง นักวิจัย สัตวแพทย์ และองค์กรไม่แสวงหากำไร (NGO) ด้านสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์สินค้าแบรนด์โลตัส เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติ 5 ประการดังกล่าว และเป็นไปตามมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์อื่น ๆ อาทิ การไม่ใช่วัตถุดิบที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม การห้ามใช้ยาปฏิชีวะในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของสัตว์ และการไม่จำหน่ายสัตว์พิเศษ หรือมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ ตามระบุไว้ใน อนุสัญญาไซเตส (CITES) โดยที่ โลตัสได้ตั้งเป้าหมายในการจำหน่ายไข่ไก่ที่มาจากแม่ไก่ไม่ขังกรงเท่านั้น ภายในปี พ.ศ. 2571


สิ่งแวดล้อม (Planet)

โลตัส ในฐานะธุรกิจค้าปลีกที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาโดยตลอด ตระหนักดีถึงผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจของเราต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับชุมชนโดยรอบร้านค้าของเรา และภาพรวมระดับประเทศ ซึ่งการดำเนินธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (Planet) เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของเรา ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความยั่งยืน ควบคู่ไปกับ การดูแลเอาใจใส่เพื่อนพนักงาน (People) การควบคุมดูแลมาตรฐานสินค้า (Products) และการสนับสนุนยืนหยัดเคียงข้างชุมชน (Places) เสมอมา

ภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป้าหมายหลักของเราในด้านสิ่งแวดล้อม คือการมุ่งเป็นองค์กรที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็น 0 ภายในปี 2573 (Zero Carbon Emission by 2030) โดยเราอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์เพื่อวางเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ ทั้งในส่วนการลดก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อให้เป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของธุรกิจค้าปลีก และภาพรวมของประเทศได้จริง

เพื่อให้มั่นใจว่า ธุรกิจของเราจะก้าวเข้าไปสู่การดำเนินธุรกิจค้าปลีกสีเขียวที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และมีส่วนช่วยในการลดผลกระทบเชิงลบ รวมทั้งมีส่วนช่วยส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวการดำเนินธุรกิจที่มีการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม แก่เพื่อนพนักงาน ลูกค้า และชุมชน โลตัสจึงดำเนินการ ดังนี้

 

การลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจก (Carbon and Greenhouse gases emission)


โลตัสให้ความสำคัญอย่างจริงจังในการมุ่งไปสู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดช่วง 5  ปีที่ผ่านมา โลตัสได้ดำเนินการภายใต้เป้าหมายเดิมระดับเครือของกลุ่มเทสโก้ ที่มุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็น 0 ภายใน ปี พ.ศ.2593 เมื่อเทียบกับปีฐาน ปี 2558/2559 ซึ่ง ณ ปี 2563 โลตัสสามารถลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 18 % ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน และการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานของเรา

ในส่วนเป้าหมายใหม่ภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ โลตัสมุ่งเป็นองค์กรธุรกิจค้าปลีกที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็น 0 ภายใน ปี พ.ศ. 2573 (Zero Carbon Emission by 2030) ปัจจุบัน โลตัสกำลังดำเนินศึกษาเพื่อวางแผนการดำเนินการอย่างรอบด้าน การตั้งเป้าหมายในระยะสั้นและระยะกลาง โดยเฉพาะการศึกษาความเป็นไปได้ที่หลากหลายของสัดส่วนการใช้พลังงาน (Energy Mix) เพื่อเป็นแนวทางไปสู่เป้าหมายระยะยาวดังกล่าว

 


การใช้พลังงานของโลตัส


โลตัสดำเนินธุรกิจค้าปลีก ซึ่งให้บริการทั้งในส่วนการจัดเก็บสินค้าและการขนส่งสินค้าออกจากศูนย์กระจายสินค้า การดำเนินกิจการห้างค้าปลีก ทั้งในส่วนห้างค้าปลีกและส่วนพื้นที่เช่า รวมถึงการให้บริการออนไลน์ช็อปปิ้ง ซึ่งให้บริการส่งของถึงมือลูกค้า โดยเรามีหน่วยงานซึ่งบริหารจัดการการใช้พลังงานในระดับองค์กร เพื่อดำเนินงานตามเป้าหมายด้านการใช้พลังงานของเรา ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเป้าหมายสูงสุดในการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็น 0 ภายในปี พ.ศ. 2573

ปัจจุบัน การดำเนินกิจการของโลตัสทั้งหมด มีการใช้พลังงานไฟฟ้า จากแหล่งพลังงานสิ้นเปลือง (Non-renewable energy resources)  เป็นจำนวน 1050 GWh และมีแนวทางจัดหาแหล่งพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) มาเพื่อใช้ทดแทนในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของเรา ซึ่ง ณ ปี 2563 โลตัสใช้พลังงานหมุนเวียนโดยติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา (Solar PV Rooftop) ที่ร้านค้าไฮเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 59 สาขา และศูนย์กระจายสินค้าทั้งหมด 6 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 54 MW คิดเป็นพื้นที่รวม 490,000 ตารางเมตร  ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของเรา ได้มากถึง 69 GWh ต่อปี โดยการติดตั้งแหล่งพลังงานหมุนเวียนของเราในปัจจุบัน สามารถลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสิ้นเปลือง และลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้า ได้มากถึง 20-30% ของจำนวนพลังงานและค่าไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ในร้านค้าแต่ละสาขาที่มีการติดตั้งแผงโซลาร์ ฯ

ในระยะถัดไป โลตัสมีแผนจะขยายพื้นที่ติดตั้งแผงโซลาร์ ฯ ในอีก 30 สาขา มีกำลังการผลิตรวม 15 MW คิดเป็นพื้นที่เพิ่มขึ้น 135,000 ตารางเมตร คาดการณ์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 22 GWh ต่อปี ภายในสิ้นปี 2564 ทั้งนี้ เราอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ และการตั้งเป้าหมายระยะกลาง และระยะยาว เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นในสาขาของเรา ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการติดตั้งแผงโซลาร์ ฯ เพิ่มเติม โดยเฉพาะในร้านค้าขนาดไฮเปอร์มาร์เก็ต

โลตัสให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy efficiency) เพื่อมุ่งไปสู่การดำเนินธุรกิจค้าปลีกสีเขียว (Green retailing) ดังนี้

การออกแบบ และก่อสร้างร้านค้าสาขา โดยคำนึงถึง ประสิทธิภาพในการลดการใช้พลังงาน โดยจัดตั้งร้านค้าปลอดคาร์บอน ที่สาขาตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา (รูปขวา) ตั้งแต่ปี 2554 โดยนับเป็นร้านค้าแห่งแรกในไทยที่ออกแบบตามข้อกำหนดการออกแบบและก่อสร้างที่คำนึงถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างประสิทธิภาพ โดยใช้พลังงานจากแหล่งหมุนเวียน ได้แก่ กังหัสลม และแผงโซลาร์ ฯ รวมถึงอุปกรณ์ประหยัดพลังงานภายในร้านค้า

การติดตั้งอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน โดยการปรับเปลี่ยน และติดตั้ง อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน เช่น หลอดไฟ LED (Light Emitting Diode) เครื่องปรับอากาศ ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter and VRF Air-condition) และ Building Energy management System (BEMS) เป็นต้น ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานในแต่ละสาขาอย่างมาก เป็นผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (kWh/ตารางเมตร) ของโลตัสในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีอัตราที่ลดลงต่อเนื่อง แม้มีการขยายจำนวนสาขาอย่างต่อเนื่อง

การสื่อสารและสร้างจิตสำนึกในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โลตัสดำเนินอย่างต่อเนื่องเพื่อปลูกจิตสำนึกการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในองค์กร โดยมีฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานที่ปฏิบัติงานในร้านค้า และศูนย์กระจายสินค้า


การดำเนินงานตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน


โลตัสตระหนักถึงข้อท้าทายในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และการบริหารจัดการขยะและของเสียเพื่อคงคุณค่าของทรัพยากรตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ของสินค้าแบรนด์โลตัสที่เราเลือกใช้เพื่อคงคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารจนถึงมือลูกค้า เราจึงดำเนินแนวทางตามหลัก 3R ได้แก่ การลดการใช้ (Reduce) ใช้ซ้ำ (Reuse) และรีไซเคิล (Recycle) ควบคู่ไปกับการดำเนินงานตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งในการบริหารจัดการขยะและของเสียภายในการดำเนินธุรกิจของเรา การสนับสนุนการเก็บคืนวัตถุดิบเข้าสู่ระบบการรีไซเคิล รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อลดการใช้ทรัพยากร และการนำมาใช้ซ้ำ

โลตัสมีหลักการในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าแบรนด์โลตัส ที่ยึดหลักการสร้างระบบปิดของบรรจุภัณฑ์ (closed-loop packaging system) ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เราจึงเลือกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่ายโดยเน้นตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยมีเป้าหมายเดิมที่จะใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าแบรนด์โลตัสที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% เพื่อสร้างระบบปิดของบรรจุภัณฑ์ตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งในเดือนมกราคม 2564 โลตัสได้ใช้พลาสติกที่รีไซเคิลได้ง่ายถึง 99.5% ของพลาสติกที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์แบรนด์โลตัสทั้งหมด และมีบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพียง 0.5% ที่เป็นพลาสติกชนิดที่รีไซเคิลได้ยาก ตัวเลขนี้สะท้อนความก้าวหน้าจากปี 2562 ที่โลตัสใช้พลาสติกที่รีไซเคิลได้ง่าย 92%  และพลาสติกชนิดที่รีไซเคิลได้ยาก 8%

ความก้าวหน้าที่สำคัญอีกประการคือการยกเลิกการใช้บรรจุภัณฑ์ทุกชนิดที่ทำจากโฟม ภายในธุรกิจของเราทั้งหมดตั้งแต่ปี 2562 โดยเปลี่ยนมาใช้วัสดุชนิดอื่นแทน อาทิ เปลี่ยนถาดโฟมบรรจุเนื้อสัตว์มาใช้ถาดเธอร์โมฟอร์ม (Thermoform) ซึ่งขึ้นรูปจากวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% มีความสะอาดถูกสุขอนามัย คงความสดของสินค้า และสามารถลดขยะพลาสติกปีละกว่า 400 ตัน เมื่อเทียบกับการใช้บรรจุภัณฑ์แบบเดิม นอกจากนั้น โลตัส ยังยกเลิกการใช้หลอดพลาสติกภายในสาขาทุกสาขาในปีเดียวกัน

โลตัสไม่หยุดยั้งที่จะต่อยอดแผนด้านบรรจุภัณฑ์ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญภายใต้แผนงานด้านความยั่งยืนขององค์กร ตั้งแต่ต้นปี 2564 โลตัสได้ทำการศึกษาปริมาณและสถานการณ์การใช้บรรจุภัณฑ์ทุกชนิดของแบรนด์โลตัสโดยอ้างอิงข้อมูลบรรจุภัณฑ์ปี 2561-2562 เป็นปีฐานเสร็จสิ้นแล้ว บริษัทอยู่ในระหว่างการวางกลยุทธ์ แผนงาน และการพิจารณาตั้งเป้าหมายการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนของสินค้าแบรนด์โลตัส ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศเป้าหมายดังกล่าวได้ในช่วงปลายปี 2564

นอกจากนี้ โลตัสยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมให้ลูกค้างดและลดการใช้ถุงพลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง โดยสื่อสารกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 และสร้างแรงจูงใจโดยการมอบแต้มคลับการ์ดให้กับสมาชิก และในปี 2563 โลตัสจึงยกเลิกการแจกถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งตามนโยบายของภาครัฐอย่างเคร่งครัด และได้พัฒนา "ถุงคืนชีพ" ถุงพลาสติกแบบใช้ซ้ำได้หลายครั้ง จำหน่ายให้สำหรับลูกค้าที่มีความจำเป็นเท่านั้น โดยลูกค้าสามารถนำมาแลกใบใหม่ได้ฟรีหากใบเก่าชำรุด ถุงคืนชีพที่ชำรุดทั้งหมด ถูกนำไปรีไซเคิลเป็นถุงคืนชีพใบใหม่เพื่อลดการใช้พลาสติก

โลตัสมีบทบาทอย่างต่อเนื่องในการรณรงค์และสนับสนุนให้ลูกค้าและผู้บริโภคนำบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล โดยโลตัสใช้ประโยชน์จากการมีสาขาครอบคลุมในหลายพื้นที่ และสามารถเข้าถึงลูกค้าหลากหลายกลุ่ม เป็นจุดแข็งในการสร้างช่องทางการรับกลับวัตถุดิบเพื่อการรีไซเคิล ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เน้นการรับกลับขวดพลาสติก กระป๋องอลูมิเนียม ถุงและฟิล์มพลาสติก รวมไปถึงกล่องและลังกระดาษ เพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธี โดยมีรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ดังนี้

  • โครงการ "มือวิเศษ x วน" จุดรับถุงพลาสติกและฟิล์มพลาสติกสะอาด โดยร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อาทิ กลุ่ม PPP plastics สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) และองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) รวมทั้งพันธมิตรองค์กรภาคเอกชนกว่า 30 องค์กร ในการนำเศษพลาสติกเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน โลตัสได้ติดตั้งถังวนถุงที่เป็นจุด drop point ในไฮเปอร์มาร์เก็ตทุกสาขาทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวม 40 แห่ง และตั้งแต่เดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน  2563 สามารถเก็บบรรจุภัณฑ์พลาสติก 300 กิโลกรัมกลับเข้าระบบเพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นถุงพลาสติกแบบหนาใช้ซ้ำ

  • เครื่องรับขวดพลาสติกแบบอัตโนมัติ (Reverse Vending Machine) เครื่องรับขวดพลาสติกและกระป๋องอลูมิเนียม ที่ลูกค้าสามารถนำขวดพลาสติกและกระป๋องเครื่องดื่มมารีไซเคิล โดยจะได้รับแต้มคลับการ์ด 25 แต้มต่อขวด 1 ขวด ซึ่งแต้มคลับการ์ดสามารถนำไปแลกเป็นส่วนลดและสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ ปัจจุบันมีเครื่องในสาขารวม 15 แห่ง โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2563 สามารถเก็บขวดพลาสติกกว่า 800,000 ใบ และมีเป้าหมายที่จะขยายโครงการต่อไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าและประชาชนช่วยกันคัดแยกและรีไซเคิลขยะอย่างถูกวิธีให้สามารถนำไปรีไซเคิลให้เกิดประโยชน์สูงสุด

  • โครงการ "ข.ขวด แลก ข.ไข่" จุดรับขวดพลาสติก โดยลูกค้าสามารถแลกไข่ไก่ฟรี 1 ฟองสำหรับขวดพลาสติกทุก ๆ 10 ขวดที่นำมารีไซเคิล ในเบื้องต้นได้ทำการติดตั้งเครื่องจำนวน 6 เครื่องที่โลตัสสาขารัตนาธิเบศร์ พระราม 4 บางแค ตราด กุมวาปี และสระบุรี พร้อมทั้งได้มอบเครื่องจำนวน 4 เครื่อง ให้กับจังหวัดอุดรธานี เพื่อสร้างโมเดลการรีไซเคิลขยะในชุมชน

  • เปิดจุดรับบริจาคกล่องและลังกระดาษในไฮเปอร์มาร์เก็ตทุกสาขาทั่วประเทศ โดยความร่วมมือกับ SCGP นำไปรีไซเคิล ต่อมา ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ที่ส่งผลให้มีผู้ป่วยจำนวนมากและจำเป็นต้องมีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามหลายแห่งทั่วประเทศ โลตัส ได้ร่วมมือกับ SCGP ในการนำกล่องและลังกระดาษทั้งหมด ไปผลิตเป็นเตียงสนามกระดาษเอสซีจีพี มอบให้กับโรงพยาบาลสนามทั่วประเทศ โดยล่าสุด โลตัสได้รับมอบกล่องและลังกระดาษ จำนวน 33,000 กิโลกรัม จากกรมส่งเสริมคุณภาพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 17,000 กิโลกรัม จากประชาชน ณ จุดรับบริจาคทั่วประเทศ รวมทั้งหมด 50,000 กิโลกรัม ซึ่งได้ทำการส่งมอบให้กับเอสจีพีแล้ว ซึ่งปัจจุบันโลตัสยังเปิดจุดบริจาคอย่างต่อเนื่อง (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ "โลตัส รับมอบกล่องและลังกระดาษกว่า 50,000 กิโลกรัม รีไซเคิลเป็นเตียงสนามกระดาษ SCGP สู้โควิด-19")

ชุมชน (Places)

โลตัส มุ่งเน้นในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนชุมชนของเราอย่างต่อเนื่อง ด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาชุมชน ทั้งชุมชนที่อยู่รอบข้างสถานประกอบการ ระดับสังคมวงกว้าง และระดับประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยม 3 ประโยชน์ ที่เป็นรากฐานของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจเพื่อให้เกิดประโยชน์ แก่ ประเทศชาติ ประชาชนในสังคม และ บริษัท

การสนับสนุนและสร้างเสริมศักยภาพให้ชุมชน (Places) เป็นหนึ่งใน 4 เสาหลักกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของเรา โดยโลตัสดำเนินงานด้านการสนับสนุนชุมชนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ เพื่อสนับสนุนชุมชนในหลากหลายมิติ ทั้งการพัฒนาศักยภาพ ฟื้นฟูจากเหตุการณ์ภัยพิบัติและวิกฤตการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมถึงการให้ผู้คนได้เข้าถึงศึกษา การสร้างความตระหนักรู้เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเข้าถึงเวชศาสตร์เชิงป้องกัน โลตัสทำงานเพื่อสนับสนุนชุมชนในหลากหลายพื้นที่ หลากหลายชุมชน หลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเปราะบาง เด็ก สตรี คนชรา ผู้ด้อยโอกาส

ปัจจุบัน โลตัสดำเนินโครงการเพื่อสนับสนุนชุมชน โดยมีกลุ่มกิจกรรมหลัก ดังนี้

 

การช่วยเหลือ บรรเทาทุกข์ และสนับสนุนการฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ และสังคม


โลตัสให้ความสำคัญในการสนับสนุนชุมชน โดยยืนหยัดเคียงข้างชุมชน ร่วมฝ่าฟันวิกฤตต่าง ๆ ไปพร้อมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นการให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือมลภาวะทางอากาศ ฝุ่นละออง PM2.5 ผ่านการให้ความช่วยและสนับสนุนชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับสาขา

นอกจากนี้ด้วยปณิธานในการที่จะส่งเสริมการเข้าถึงอาหารคุณภาพสูง ปลอดภัย มีประโยชน์ ของคนในสังคม รวมถึงเยาวชนผู้ที่จะเติบโตเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ โลตัสมอบงบประมาณในการจัดสรรวัตถุดิบในการประกอบอาหาร โดยเป็นวัตถุดิบที่ดีมีประโยชน์ ถูกหลักโภชนาการ คุณภาพดีและปลอดภัย ให้กับนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ผ่านโครงการ อาหารดี พี่ให้น้อง โดยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระลอกแรก โลตัสได้ดำเนินการส่งมอบมื้ออาหารที่ดีมีประโยชน์ให้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการมากกว่า 1 ล้านมื้อ

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่ยังคงมีผลกระทบในวงกว้าง โลตัสยังคงร่วมสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 ร่วมกับชุมชน และหน่วยงานทุกภาคส่วน ภายใต้พันธกิจ 3 ข้อของบริษัท คือ

  1. ดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของลูกค้าและเพื่อนพนักงาน
  2. จัดเตรียมสินค้าอุปโภคบริโภคให้เพียงพอต่อความต้องการ และจำหน่ายในราคายุติธรรม
  3. ช่วยเหลือ ส่งเสริม และสนับสนุนชุมชนทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบ  

โลตัสได้ร่วมส่งมอบ สนับสนุน อาหาร และของใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทั้งในส่วนของผู้ที่อยู่ในชุมชนใกล้เคียงกับสาขา บุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงาน โรงพยาบาลสนามและจุดคัดกรองต่างๆ ที่ดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19  นอกจากนี้ในกลุ่มเกษตรกรที่ประสบปัญหาผลิตผลล้นตลาด โลตัสยังได้รับซื้อผลผลิตที่จำหน่ายไม่ได้ เพื่อมาส่งมอบให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งเป็นโรงครัวกลางเพื่อทำอาหารให้กับผู้คนที่ได้รับผลกระทบ โรงพยาบาลสนาม และชุมชนต่างๆทั่วประเทศ ที่ผ่านมาได้ส่งมอบให้กับชุมชนไปแล้วมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ เป็นจำนวนผลิตผลที่ส่งมอบมากกว่า 30,500 กิโลกรัม  

นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้ไม่มีอาชีพ ตกงาน ขาดรายได้ โลตัสได้ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดตั้งโครงการ ถุงคืนชีพ สร้างอาชีพ ด้วยการนำรายได้จากการจำหน่ายถุงใช้ซ้ำเพื่อนำมาสนับสนุนผู้ที่ขาดรายได้ จำนวน 77 คนทั่วประเทศ โดยคัดเลือกจังหวัดละ 1 คน ด้วยการส่งมอบอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพทางด้านการทำอาหาร พร้อมเงินทุนตั้งต้นรวมมูลค่า 30,000 บาท มูลค่ารวม 2,310,000 บาท พร้อมจัดฝึกอบรมการประกอบอาหารและจัดทำบัญชีเบื้องต้น 


สนับสนุนการเข้าถึงการศึกษา


โลตัสตระหนักถึงความสำคัญของการได้รับโอกาสทางการศึกษา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างพัฒนาทรัพยากรบุคคลของสังคมและประเทศ โลตัส ภายใต้การดำเนินงานของ มูลนิธิโลตัสส์ ได้ดำเนินการมอบทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 20  โดยได้มอบทุนการศึกษาให้กับบุคคลทั่วไป นิสิต นักศึกษา ที่มีความประพฤติดี เรียนดี มีความเป็นผู้นำ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยได้ดำเนินการมอบทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 2,500 ทุน นอกจากนี้ในส่วนของพนักงานยังได้มอบทุนการศึกษาให้กับพนักงานที่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีปีละ 100 ทุนและได้ร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน คณะเทคโนโลยีจิตลดา มอบุทนการศึกษาให้กับเพื่อนพนักงานแผนกช่างเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ผ่านโครงการ งานคู่เรียน และมอบทุนการศึกษาเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติให้กับบุตรพนักงานเป็นประจำทุกปี  ปีละ 1,800 ทุน

 


การส่งเสริมทางด้านอาชีพ


นอกจากการมุ่งเน้นในเรื่องการสนับสนุนทางด้านการศึกษา โลตัสยังได้สนับสนุนในเรื่องเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง ภายใต้ความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการฝึกงานของนักเรียนที่ศึกษาระดับ ปวช.ภาควิชาการตลาด โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ โดยโครงการดำเนินงานต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 20 เป็นการมุ่งเน้นให้นักเรียนได้ประสบการณ์จากการได้ฝึกปฏิบัติจริง ในช่วงปิดภาคเรียนในเทอมสอง

 


การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน


โลตัสให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางสังคม  โดยมุ่งเน้นส่งเสริมและป้องกันโรคไม่ติดต่อ Non communicable diseases (NCD) ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานทางด้านสาธารณสุขต่างๆอาทิ เช่น สำนักอนามัยกรุงเทพ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ เครือข่ายคนไทยไร้พุง สสส. และร้านขายยาของโลตัส ดำเนินการจัดโครงการประชาสัมพันธ์ และรงณรงค์การตรวจคัดกรอง โรคเบาหวาน ภาคใต้โครงการ เบาหวาน เบาใจ ห่างไกลปลอดภัยโรค ด้วยการให้บริการบริการตรวจคัดกรองเบาหวาน วัดความดัน หาค่า BMI ที่ร้านขายยาของโลตัสทุกสาขาทั่วประเทศ

นอกจากนี้ โลตัส ได้ร่วมมือกับ มูลนิธิกาญจนบารมี ในการดำเนินโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ด้วยเครื่องเอกซเรย์เต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมเคลื่อนที่ ให้ประชาชนผู้ยากไร้ ที่อยู่ใกล้กับสาขาที่จัดกิจกรรม โดยเป็นการเปิดโอกาสสตรีผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้เข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเพื่อได้หาทางป้องกันได้

 


คัดลอกลิงก์เรียบร้อย